Sunan Community
September 01, 2014, 06:11:21 am
Welcome, Guest. Please login or register.

Login with username, password and session length
News:
 
  Home Help Search Gallery Links Staff List Login Register  
  Show Posts
Pages: [1] 2 3
1  ห้องพูดคุยทักทายกัน / แจ้งปัญหาการใช้งานบอร์ด / บอร์ดเสียครับ แก้ไขอะไรไม่ได้เลยครับ on: September 04, 2009, 01:11:00 am
บอร์ดเสียครับ แก้ไขอะไรไม่ได้เลยครับ
รอจัดทำบอร์ดใหม่ แล้วจะแจ้งให้ทราบครับ
2  ห้องพูดคุยทักทายกัน / แจ้งปัญหาการใช้งานบอร์ด / Help me,please forum board error. on: September 04, 2009, 01:09:11 am
Board ข่าวพระพุทธศาสนา does not have a valid parent. Use the 'find and repair errors' function to fix this.
3  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / ขอเชิญร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์ on: August 28, 2009, 08:55:56 am


ขอเชิญร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์อาพาธ

ด้วยในปัจจุบันพระภิกษุสงฆ์อาพาธตามโรงพยาบาลต่างๆ เช่น รพ.สงฆ์ ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก พระสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นเนื้อนาบุญของเรา
ดังคำกล่าวที่ว่า"ผู้ใดปราถนาจะอุปปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงรักษาภิกษุป่วยไข้" ด้วยเหตุและปัจจัยแห่งเนื้อนาบุญอันมีอานิสงส์ที่ประมาณมิได้นี้
ประกอบกับเป็นการเชิดชูครูอาจารย็ที่ได้อบรมความรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ในเรื่องอภิญญาจิต
จึงใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านที่ได้อ่าน ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือพุทธศาสนา ด้านการรักษาสงฆ์
เพื่อรักษาไข้แก่พระภิกษุสงฆ์อาพาธที่ยากไร้ ตามโรงพยาบาลต่างๆ หรือศาสนกิจอื่นๆ

อานิสงส์การบริจาคเงินบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลภิกษุสามเณรอาพาธ

๑. ชื่อว่าเสมือนอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ดังพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ใดต้องการอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นจงไปอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด"

๒. อกุศลกรรมในอดีตชาติ จะเปลี่ยนจากหนักเป็นเบา จากเบาเป็นสูญ ถือเป็นการสเดาะเคราะห์อย่างหนึ่งได้

๓. เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติ เมื่อได้รับส่วนบุญนี้จะเลิกจองเวรจองกรรม ช่วยให้พ้นเวรพ้นกรรม

๔. สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง เทวดารักษา สรรพวิญญาณเมตตาปราณี

๕. เหล่าวิญญาณร้ายไม่อาจเบียดเบียนบีฑาได้

๖. จิตใจสงบร่มเย็น ปวงภัยไม่เกิด ฝันร้ายไม่มี มีสง่าราศีผ่องใส สุขภาพเเข็งเเรง กิจการงานเป็นมงคลแก่ตัว อายุยืนยาว ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

๗. คุณธรรมเจริญมั่นคง ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า ปัญญาเกิด

๘. ไม่พลัดพรากจากคนรัก ของรัก ก่อนเวลาอันควร

๙. ชื่อว่าได้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยั่งยืน

๑๐. ถือเป็นการทำสังฆทานอย่างหนึ่ง เพราะเป็นการถวายการอุปัฏฐากบำรุงแก่พระภิกษุสงฆ์จำนวนมาก

๑๑. จะไม่ไร้ญาติขาดมิตร เวลาแก่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยจะมีคนคอยดูเเล ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว

๑๒. มีเดชบารมีมาก มียศวาสนา เป็นใหญ่เป็นโต ไม่มีใครข่มขี่เบียดเบียนได้

๑๓. จะเป็นที่รักแก่คนทั้งปวง ไปที่ใดจะมีผู้คอยช่วยเหลือเกื้อหนุน ไม่ถูกปล่อยให้ขัดข้องในเรื่องทั้งปวง

๑๔. จะมีสมบัติมาก และสมบัติจะไม่ถูกทำลายโดยราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ

๑๕. จะได้พบพระอริยสงฆ์ ได้พบพระอรหันต์ ได้พบพระดี ได้พบพระเครื่องพระบูชาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่เจอพระปลอม ไม่เจอพระเก๊ พระทุศีล

๑๖. จะได้ฟังธรรมจากพระอริยเจ้า และเข้าถึงธรรมได้โดยง่ายดาย

๑๗. จะได้เจอครูบาอาจารย์และเพื่อนที่ทรงคุณธรรม

๑๘. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้จะเป็นปัจจัยแก่สวรรค์และนิพพาน

๑๙. ด้วยบุญที่อุปัฏฐากภิกษุอาพาธนี้ สามารถอธิษฐานให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุเป็นพระมหาสาวก พระอัครสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในอนาคตกาลได้



เลขที่บัญชีโรงพยาบาลสงฆ์ ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมบริจาคบำรุงทั่วไป
ธนาคาร กรุงไทย สาขา ถนนศรีอยุธยา
ชื่อบัญชี เงินบริจาคบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์
ประเภทบัญชี เงินฝากออมทรัพย์
เลขที่บัญชี 013-1-85026-1

สำหรับธนาณัติ ส่งไปที่

โรงพยาบาลสงฆ์
445 ถ.ศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขต ราชเทวี
กทม. 10400

เว็บโรงพยาบาลสงฆ์ ดูที่ http://www.dms.moph.go.th/priest/

เบอร์ติดต่อ รพ.สงฆ์ โทร.02-354-4310
4  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / ไม่เข้าใจธรรมที่แสดงในวันอาสาฬหบูชา on: August 26, 2009, 08:29:29 am
        
ถาม  
เนื่องด้วย ดิฉันมีข้อติดขัด และยังไม่เข้าใจในหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าเทศนาสั่งสอนในวันอาสาฬหบูชา
จึงเขียนจดหมายเพื่อเรียนถาม กรุณาตอบจดหมายของดิฉันเพื่อเป็นวิทยาทานด้วย


        
ตอบ
ในวันอาสาฬหบูชานั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจักกัปปวัตตนสูตรแก่ท่านพระปัญจวัคคีย์ อันมีท่านโกณฑัญญะเป็นหัวหน้า
เรื่องที่ทรงแสดงคือ มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์แปด กับอริยสัจสี่
          
เริ่มทีเดียว พระองค์ทรงแสดงทางสองสายที่ไม่ควรเดิน คือ กามสุขัลลิกานุโยค คือการประกอบตนให้พัวพันอยู่ในกาม
กับอัตตกิลมถานุโยค คือการประกอบตนให้เหน็ดเหนื่อยลำบากโดยเปล่าประโยชน์
          
อย่างแรกการทำตนให้พัวพันอยู่ในความสุขในกามนั้น พระองค์ตรัสว่า เป็นธรรมที่เลว เป็นธรรมของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน
ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มรรคผลนิพพาน
          
อย่างหลังเป็นการทำตนให้เหน็ดเหนื่อยลำบาก ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่มรรคผลนิพพานเช่นกัน
ธรรมอย่างหลังนี้พระองค์ทรงหมายถึง การทรมานตนโดยเปล่าประโยชน์ เช่น การนอนบนหนาม เป็นต้นว่า
เป็นการทำตนให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่อาจให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้
          
เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมที่ไม่ควรประพฤติอย่างนี้แล้ว ก็แสดงธรรมที่ควรประพฤติว่าได้แก่
มัชฌิมาปฏิปทา คืออริยมรรคมีองค์ ๘ อันประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ก็มัชฌิมาปฏิปทาอันได้แก่ทางสายกลางนี้ ไม่เข้าไปใกล้ทาง ๒ สายข้างต้น
ทางสายกลางนี้แหละที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้วด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง
ทางสายกลางนี้เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
          
ต่อจากนั้น พระองค์ทรงแสดงอริยสัจสี่ไปตามลำดับว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ อริยสัจทั้งสี่นั้นได้แก่อะไร พระองค์ก็ได้ทรงแสดงให้ทราบดังนี้
          
ทุกขอริยสัจนั้น
ได้แก่ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ ความโทมนัส ความเหือดแห้งใจ
ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น
สรุปโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์
อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ความยึดถือนั่นแหละเป็นทุกข์
          
ทุกขสมุทัยอริยสัจ
ได้แก่ ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ถ้าไม่มีตัณหาก็ไม่ต้องเกิด
สภาพของตัณหานั้นได้แก่ความกำหนัดยินดี ความเพลิดเพลิน มีปกติให้เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ
กามตัณหา ความยินดีเพลิดเพลินในกามทั้งหลาย ๑
ภวตัณหา ความยินดีในภพ หรือความยินดีที่ประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าธรรมทั้งปวงเป็นของเที่ยง ๑
วิภวตัณหา ความยินดีในวิภพ คือความยินดีที่ประกอบด้วยอุจเฉททิฏฐิ คือความเห็นว่าสัตว์ตายแล้วขาดสูญ คือไม่เกิดอีก ๑
          
ทุกขนิโรธอริยสัจ
ได้แก่ธรรมที่ดับตัณหาโดยไม่มีเศษเหลือ ธรรมนั้นคือนิพพาน
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ได้แก่ ข้อปฏิบัติอันเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์
ข้อปฏิบัตินี้คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ในข้อว่า มัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง
มรรคมีองค์ ๘ อันเป็นอริยะนี้เท่านั้นเป็นทางเดียว คือข้อปฏิบัติอย่างเดียวที่จะให้ถึงมรรคผลนิพพาน
          
อริยสัจทั้งสี่นี้ พระองค์ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย บัดนี้พระองค์ทรงรู้แล้วด้วยญาณปัญญาของพระองค์เองว่า
ทุกขอริยสัจควรกำหนดรู้และพระองคำได้ทรงกำหนดรู้แล้ว
ทุกขสมุทัยอริยสัจควรละ พระองค์ทรงได้ละแล้ว
ทุกขนิโรธอริยสัจควรทำให้แจ้ง ซึ่งพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว
ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจควรเจริญ พระองค์ได้เจริญแล้ว
          
ตราบใดที่พระองค์ยังมิได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ตามความเป็นจริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงประกาศว่า พระองค์เป็นผู้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
ต่อเมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ตามความเป็นจริงแล้วนั่นแหละ
พระองค์จึงทรงประกาศให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมแล้ว
เป็นเหตุให้พระองค์ทรงทราบว่า พระองค์ทรงพ้นแล้วจากตัณหา พระองค์ไม่เกิดอีกแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของพระองค์แล้ว
          
ขณะเมื่อพระพุทธองค์ตรัสอริยสัจสี่อยู่นี้ ดวงตาเห็นธรรมได้บังเกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนที่ความดับเป็นธรรมดา ซึ่งความหมายว่า ธรรมทั้งหลายเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป
ที่จะตั้งอยู่ตลอดกาลนั้นเป็นไปไม่ได้ นี้เป็นธรรมดาของธรรมทั้งหลาย
          
สรุปว่าท่านปัญจวัคคีย์ได้สดับธรรมจักรที่พระองค์ทรงประกาศ แล้ว ใน ๕ คนนั้น มีท่านโกณฑัญญะ คนเดียวได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน
          
การประกาศธรรมจักรเป็นครั้งแรกของพระองค์ เป็นเหตุให้เทวดาตั้งแต่ภุมมเทวดาไปจนถึงพรหมในพรหมโลก
พากันบันลือเสียงกระฉ่อนเป็นลำดับไป จนกระทั่งหมื่นโลกธาตุหวั่นไหว แสงสว่างส่องกระจ่างไปทั่วหมื่นโลกธาตุ
กลบรัศมีของเทวดาและพรหมทั้งหลายจนหมดสิ้น
          
ทั้งหมดนี้แหละ คือธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในวันอาสาฬหบูชา

________________________________________

ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔
มหาวรรค  ภาค ๑
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=4&A=355&Z=478

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
คำว่า อาสาฬหบูชา
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=อาสาฬหบูชา

คำว่า โกณฑัญญะ
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=โกณฑัญญะ

คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=มัชฌิมาปฏิปทาา

ที่มา คณะสหายธรรม
5  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / ทรงเป็นสัพพัญญู ทำไมต้องให้หมอรักษา on: August 26, 2009, 08:16:59 am
พระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูทำไมต้องให้หมอรักษาไข้

ถาม พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู แต่เหตุใดจึงต้องให้หมอชีวกรักษาในเวลาเจ็บไข้
หรือถูกสะเก็ดหินห้อพระโลหิต ทำไมจึงไม่รักษาพระองค์เอง พระองค์เป็นสัพพัญญูย่อมทรงทราบทุกอย่างว่าโรคอะไรใช้ยาอะไรรักษา


         
ตอบ  พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู ทรงรอบรู้ทุกอย่างก็จริง แต่หากว่าพระองค์จะทรงทำหน้าที่ทุกอย่างด้วยพระองค์เองแล้ว
การบำเพ็ญบารมีมาเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งเสียเองหมด
แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีมาเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลกให้ได้รับความสุข การปฏิบัติพระพุทธองค์เป็นบุญเป็นกุศลให้ผลเป็นความสุข
พระพุทธองค์จึงทรงอนุเคราะห์คนเหล่านั้น ตลอดจนหมอชีวกให้ได้บุญและได้ทำหน้าที่ของหมอ
หน้าที่ของใครๆ ก็ทำ พระองค์ไม่ทรงก้าวก่ายหน้าที่ของผู้อื่น นี่เป็นพระพุทธจริยาที่พวกเราควรจะได้เอาอย่าง
แม้คุณเองก็อาจทำอะไรเป็นตั้งหลายอย่าง แต่คุณก็ไม่ทำทุกอย่าง เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของคุณก็มีมิใช่หรือ

________________________________________

ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
คำว่า ทศพลญาณ
http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=ทศพลญาณ


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗
จุลวรรค ภาค ๒
พระเทวทัตทำโลหิตุปบาท
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=7&A=3616&Z=3696


พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) คำว่า ชีวก
http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=ชีวก_ชื่อหมอ&detail=on

6  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / เป็นพระอริยะแล้วเสื่อมได้หรือ on: August 26, 2009, 07:49:39 am

ถาม เมื่อปุถุชนเปลี่ยนเป็นอริยบุคคลแล้ว จะเสื่อมจากพระอริยบุคคลได้หรือไม่


ตอบ  ผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลแล้วจะเสื่อมไม่ได้ มีแต่จะเจริญขึ้น เป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงขึ้นจนถึงชั้นสูงที่สุด
แต่ถ้าเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุด คือพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นอันสิ้นสุดกันแค่นั้น ไม่มีการเสื่อม
คือใครเป็นพระอริยะชั้นไหนก็เป็นพระอริยะชั้นนั้นไม่เลื่อนต่ำลง แต่เลื่อนสูงขึ้นได้
ทั้งนี้เพราะ ผู้ที่เป็นพระอริยะนั้นท่านตัดกิเลสได้ตามลำดับมรรค
         
อย่างพระโสดาบันตัดทิฏฐิกิเลสและวิจิกิจฉากิเลสไปแล้ว ไม่กลับมาเกิดอีก ถ้าพระโสดาบันเสื่อมได้ ท่านก็ต้องเสื่อมมาเป็นปุถุชน
ปุถุชนนั้นยังละกิเลส ๑๐ ไม่ได้เลยสักอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นกิเลส ๒ อย่างที่พระโสดาบันละเป็นสมุจเฉทไปแล้ว
ก็กลับมาเกิดแก่พระโสดาบันผู้เสื่อมมาเป็นปุถุชนได้อีก และถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพระอริยะจะประเสริฐอะไร
ในเมื่อพระอริยะแปลว่าผู้ประเสริฐ และความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อไม่สามารถจะช่วยให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากทุกข์ได้
และพระพุทธเจ้าเองก็อาจเสื่อมลงมาเป็นบุคคลธรรมดาผู้มีกิเลสบริบูรณ์ได้เช่นกัน
         
ข้อสำคัญ ถ้าเป็นพระอริยะแล้วเสื่อมได้ ศาสนาพุทธจะวิเศษไปกว่าศาสนาอื่นละหรือ
และพวกเราจะมาเจริญมรรคมีองค์ ๘ กันไปทำไม ในเมื่อไม่สามารถจะละกิเลสให้ขาดไปจากสันดานได้
ละแล้วก็กลับมาเกิดได้อีก จะมีประโยชน์อะไรกับการเจริญมรรค และการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
หวังว่า คำตอบนี้คงชัดเจน

________________________________________

ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
มหาสาโรปมสูตร ว่าด้วยอุปมาพรหมจรรย์กับแก่นไม้
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=12&A=6309&Z=6504

จูฬสาโรปมสูตร ว่าด้วยอุปมานักบวชกับผู้แสวงหาแก่นไม้
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=12&A=6505&Z=6695

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖
อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต อภัพพสูตร
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=24&A=3381&Z=3492

ที่มา http://84000.org/tipitaka/book/nana.php?q=38
7  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / ต้องบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้หรือไม่ on: August 26, 2009, 07:42:41 am


จำเป็นต้องบูชาพระรัตนตรัยด้วยดอกไม้หรือไม่

ถาม  มีผู้สอนบางท่านกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล ไม่มีใครเอาดอกไม้ของหอมไปบูชาพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีกล่าวไว้ในพระสูตร
มีแต่ชั้นอรรถกถาเท่านั้นที่กล่าวถึงเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นจะต้องหาดอกไม้ไปบูชาพระ
ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระธรรม หรือพระสงฆ์ เรื่องนี้มีความจริงประการใด


ตอบ  สำหรับการบูชาพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ด้วยดอกไม้ของหอมนั้น
ในอรรถกถาแสดงไว้ชัดเจนมาก แต่ก็มิได้หมายความว่าในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวไว้
          
ก่อนอื่นขอให้นึกถึงวัตถุทาน ๑๐ ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ว่ามีอะไรบ้าง
มีข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อาศัย และประทีปดวงไฟ
          
วัตถุทานทั้ง ๑๐ อย่างนี้สามารถนำมาถวายพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ได้ มิฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ตรัสวัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้ไว้
แม้วัตถุทาน ๑๐ อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นเพียงอามิสทาน มีผลน้อยกว่าธรรมทาน
แต่ก็มิได้ทรงห้ามพุทธบริษัทว่าต้องบำเพ็ญแต่ธรรมทาน อามิสทานไม่ต้องบำเพ็ญ ไม่เคยตรัสเช่นนั้นเลย
และแม้เมื่อใกล้จะปรินิพพานที่สาลวโนทยานของเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพากันบูชาพระองค์ด้วยดอกไม้ของหอมเป็นอันมาก
ดังที่กล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตร พระองค์ก็มิได้ทรงติเตียนการบูชาของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น
เพียงแต่ตรัสว่าพุทธบริษัททั้งหลายมิได้บูชาพระองค์ด้วยอามิสบูชาคือ ดอกไม้ของหอมเหล่านั้นเพียงเท่านั้น
แต่บูชาพระองค์ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง คือด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ซึ่งเท่ากับทรงแสดงว่าอามิสบูชาไม่ใช่การบูชาอย่างยิ่ง
การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือการเจริญโพธิปักขิยธรรม มีสติปัฏฐานสี่ เป็นต้น ต่างหากที่เป็นการบูชาอย่างยิ่ง
เพราะอามิสบูชานั้นอานิสงส์อย่างยิ่งก็แค่สวรรค์สมบัติ แต่ปฏิบัติบูชานั้นอานิสงส์อย่างยิ่ง คือนิพพานสมบัติ
          
ในพระสูตร ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มีอยู่หลายเรื่องที่กล่าวถึง บุพกรรมของนางเทพธิดาที่เมื่อเป็นมนุษย์ ได้ถวายดอกไม้ของหอมแก่ภิกษุทั้งหลาย
ด้วยอานิสงส์ของการถวายดอกไม้ของหอมนั้น จุติแล้วปฏิสนธิในเทวโลก เป็นนางเทพธิดาผู้งดงามทั้งวิมานและร่างกาย
          
แม้ในขุททกนิกาย อปทาน ก็แสดงบุพกรรมของพระเถระ พระเถรีหลายรูป ก่อนที่จะสิ้นอาสวกิเลสว่า
ในอดีต ท่านได้ถวายดอกไม้แม้เพียงดอกบวบแก่พระพุทธเจ้า เป็นต้น
          
จากหลักฐานที่มีมาในพระไตรปิฎกเหล่านี้ ก็คงเป็นข้อยุติได้กระมังว่า
คนทั้งหลายในสมัยก่อนพุทธกาล และในสมัยพุทธกาล ท่านได้บูชาพระรัตนตรัยและสิ่งที่เนื่องด้วยพระรัตนตรัย
เช่น พระสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยดอกไม้ของหอม และวัตถุทานอื่นๆ กันมาแล้ว อันเป็นผลให้ท่านเหล่านั้นไม่ไปสู่ทุคติเลย
ตราบจนกระทั่งได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลส เพราะฉะนั้น คำกล่าวของท่านผู้สอนธรรมท่านนั้น จึงคลาดเคลื่อนจากคำสอนของพระพุทธเจ้า


________________________________________

ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=10&A=1888&Z=3915#129

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖
 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ จูฬกัมมวิภังคสูตร
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=14&A=7623&Z=7798

 พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔
ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วกุลปุปผิยเถราปทานที่ ๖ (๒๒๖) ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกพิกุล
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=32&A=5350&Z=5362

อัคคปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๖๐) ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคันทรง
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=32&A=5767&Z=5789

ปุณฑรีกเถราปทานที่ ๙ (๒๗๙) ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกบัวขาว
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=32&A=6012&Z=6020

ติวัณฏิปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๑๙๐) ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้ต่างๆ
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=32&A=4806&Z=4829

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก
นฬมาลิกาเถริยาปทานที่ ๕ ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกอ้อบูชาพระ
http://84000.org/tipitaka/book/v.php?B=33&A=4134&Z=4149
8  ห้องธรรมะศึกษา / ข่าวพระพุทธศาสนา / เทวดาตายเพราะหมดบุญใช่ไหม on: August 26, 2009, 04:24:46 am


ถาม เทวดาท่านตายเพราะหมดบุญใช่ไหม ถ้าไม่หมดบุญก็ไม่ตายใช่ไหม


ตอบ  เทวดาท่านมิได้ตายเพราะหมดบุญเพียงอย่างเดียว แต่เทวดาตายด้วยเหตุ ๔ ประการด้วยกันคือ

๑. ตายเพราะสิ้นอายุ
คือ อายุในสวรรค์ชั้นนั้นมีกำหนดเท่าใด เช่น ๕๐ ปีทิพย์ ท่านก็อยู่ในสวรรค์ชั้นนั้นจนครบอายุแล้วจึงตาย
ภาษาธรรมะเรียกการตายว่าจุติ ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนจากภพ
         

๒. ตายเพราะสิ้นบุญ
คือ เทวดาบางองค์ทำบุญไว้น้อย เมื่อมาเกิดเป็นเทวดา ก็เกิดอยู่ได้ไม่นาน คืออยู่ไม่ครบอายุขัยของเทวดา ก็หมดบุญที่นำเกิด
จึงต้องจุติคือตายลง เช่นขึ้นไปเกิดในสวรรค์ได้เพียง ๗ วันก็ตายเป็นต้น อย่างนี้เรียกว่าตายเพราะหมดบุญ
         

๓. ตายเพราะอดอาหาร
ที่ว่าอดอาหารนี้ไม่ใช่ว่าเทวดาไม่มีอาหารกิน ท่านมีอาหารทิพย์กินแต่เมื่อได้รับความสุขอันเป็นทิพย์ก็เพลิดเพลินยินดี
เพราะเหตุที่ไม่เคยพบพานมาก่อนก็หลงไหลยินดีจนลืมบริโภคอาหารทิพย์ เพียงลืมบริโภคอาหารครั้งเดียวเท่านั้นร่างกายก็ทนไม่ได้
ทั้งนี้เพราะไฟธาตุที่ย่อยอาหารของเทวดามีกำลังเผาผลาญมาก เมื่อไม่มีอาหารให้ย่อย ก็เผาผลาญร่างกายให้ทำลายไป
เทวดานั้นจึงต้องตายเพราะลืมบริโภคอาหาร
         

๔. เทวดาตายเพราะโกรธ
ความโกรธเผาผลาญใจเขาจนแตกสลายตายไป เทวดาพวกนี้มักมีความริษยาแรงกล้า
ทั้งนี้เพราะทนเห็นเทวดาองค์อื่นมียศ มีรัศมี มีสมบัติยิ่งกว่าตนไม่ได้ เป็นต้น
แต่การตายของเทวดาต่างกับมนุษย์ตรงที่ตายแล้วไม่มีซากศพปรากฎแต่หายไปทั้งร่าง เพราะฉะนั้นเมื่อเทวดาจุติ เพื่อนเทวดาด้วยกันก็ไม่ทราบ
         

เทวดาก่อนที่จะจุติจะต้องมีนิมิต ๕ ประการปรากฏขึ้น คือ
๑. ดอกไม้ทิพย์เครื่องประดับเหี่ยวแห้ง
๒. ผ้าทรงเศร้าหมอง
๓. มีเหงื่อไหลออกจากรักแร้สองข้าง
๔. ทิพยอาสน์ คือที่นั่งที่นอนที่เคยสบาย กลับแข็งกระด้าง
๕. ร่างกายเศร้าหมอง รัศมีกายก็พลอยเศร้าหมองด้วย

________________________________________

ที่มา อ้างอิง และแนะนำ :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ปาฏิกสูตร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ จวมานสูตร
9  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑ ทูลเชิญให้จุติมาโปรดสัตว์โลก on: August 26, 2009, 03:41:51 am


ภาพที่ ๑ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ ให้จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

 เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้วเสด็จไปอุบัติเป็นสันดุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อก่อนพุทธกาลเล็กน้อย
เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุมปรึกษากันว่า ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างก็เล็งว่า
พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมาโปรดสัตว์โลก
เพื่อให้สมกับพระปณิธานที่ตั้งใจไว้ว่า ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาติใด ๆ ก็มิได้ทรงมุ่งหวังสมบัติอันใด นอกจากความเป็นพระพุทธเจ้า

ก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดุสิต จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดชาวโลกนั้น
พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการ อันได้แก่

๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญ เนกขัมมบารมี คือ ความอดทนสูงสุด
๒. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญ  วิริยะบารมี คือ ความพากเพียรสูงสุด
๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี คือ ความเมตตาสูงสุด
๔. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์
๕. พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี คือ ความมีปัญญาสูงสุด
๖. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญ ศีลบารมี คือ ความมีศีลที่สมบูรณ์สูงสุด
๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี คือ ความอดกลั้นสูงสุด
๘. พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี คือ การมีอุเบกขาสูงสุด
๙. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี คือ ความมีสัจจะสูงสุด
๑๐. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี คือ การรู้จักให้ทานสูงสุด
10  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒ กำเนิดในตระกูลกษัตริย์ศากยะ on: August 26, 2009, 03:37:48 am


ภาพที่ ๒ ทรงรับคำเชิญ แล้วจุติมาถือกำเนิดในตระกูลกษัตริย์ศากยะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์

ภาพนี้เป็นภาพตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า ซึ่งต่อมาคือ เจ้าชายสิทธัตถะ หรือ พระพุทธเจ้า กำลังเสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิต
เพื่อเสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดา วันที่เสด็จลงมาบังเกิดนั้น ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะ พระบิดากับพระนางสิริมหามายา พระมารดาได้อภิเษกสมรสไม่นาน

คืนวันเดียวกันนั้น พระนางสิริมหามายา กำลังบรรทมหลับสนิทในพระแท่นที่บรรทมแล้ว ทรงสุบินนิมิตว่า
พระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้มีช้างเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูง เข้ามาหาพระนาง

ปฐมสมโพธิพรรณนาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า
" มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับบุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่ มีเสาวคนธ์หอมฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน
แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบ แล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทรประเทศ ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี..."

ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่า เป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐอุบัติบังเกิด
และเมื่อพระมารดาทรงครรภ์แล้ว ปฐมสมโพธิ ได้พรรณนาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระมารดาว่า

"...เหมือนดุจด้ายเหลือง อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตรในขณะใด
ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ) ผันพระพักตร์มาข้างพื้นพระอุทรแห่งพระมารดา
ดุจสุวรรณปฏิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ แต่พระโพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี.."

วันที่พระโพธสัตว์เจ้าเสด็จลงสู่พระครรภ์นั้น กวีผู้แต่งเรื่องเฉลิมพระเกียรติ ได้พรรณนาว่า
มีเหตุมหัศจรรย์เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประสูติ ตรัสรู้ และตรัสปฐมเทศนา จะต่างกันบ้างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้น 
เช่นว่า กลองทิพย์บันลือลั่นทั่วท้องเวหา คนตาบอดกลับมองเห็น คนหูหนวกกลับได้ยิน
     
ตอนนั้น ถ้าจะถ่ายทอดพระพุทธเจ้าออกจากวรรณคดี มาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธประวัติก็ว่า
กลองทิพย์บันลือลั่นนั้น คือ "นิมิต" หมายถึง พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแผ่ไปทั่วโลก
คนตาบอด หูหนวก คือ คนที่มีกิเลส ได้สดับรสธรรมแล้ว จะหายตาบอด
หูหนวก หรือมีปัญญารู้แจ้ง มองเห็นทางพ้นทุกข์นั้นเอง
11  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา on: August 26, 2009, 03:33:08 am


ภาพที่ ๓ พอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว

ภาพนี้เป็นตอนประสูติ คนที่เคยอ่านพุทธประวัติ หรือ ปฐมสมโพธิ และเคยเห็นภาพตามผนังโบสถ์ในวัดมาแล้ว
คงพอเข้าใจและดูออกว่า คืออะไร ทารกที่เห็นนั้นคือ เจ้าชายสิทธัตถะ หรือ พระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา
ซึ่งพอประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้ ๗ ก้าว พร้อมกับทรงยกพระหัตถ์ขวา และเปล่งพระวาจา
เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ พระวาจาที่ทรงเปล่งออกมานั้น กวีท่านแต่งไว้เป็นภาษาบาลี แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า

"เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว"

กลุ่มสตรีที่อยู่ในท่านั่งบ้าง คุกเข่าบ้าง นั้นคือบรรดานางพระกำนัลที่ตามเสด็จพระนางมายา
ส่วนรูปสตรีที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ใหญ่นั้น คือ พระมารดา พระหัตถ์ขวาของท่านเหนี่ยวกิ่งไม้
ต้นไม้ใหญ่นี้คือ ต้นสาละ ที่แต่ก่อนมาเคยแปลกันว่า ไม้รัง หรือ เต็งรัง อย่างที่มีอยู่ในบ้านเรา
แต่ภายหลังได้เป็นที่รู้กันว่า สาละไม่ใช่ไม้รัง และไม่มีในป่าเมืองไทย เป็นพันธุ์ไม้หนึ่งในตระกูลยาง ซึ่งมีอยู่ในอินเดีย
ที่คนอินเดียนิยมใช้ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่กัน มีมากในเขาหิมาลัย

สถานที่ประสูตินี้ เรียกว่า "ลุมพินี" อยู่นอกเมืองกบิลพัสดุ์ เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล

แทรกเรื่องอื่นเข้าบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ เมืองพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีสองเมือง คือ กบิลพัสดุ์ และเทวทหะ 
กบิลพัสดุ์เป็นเมืองพ่อของพระพุทธเจ้า นี้ว่าอย่างภาษาสามัญ ส่วนเมืองเทวทหะ เป็นเมืองแม่ พระบิดาของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองกบิลพัสดุ์ 
ส่วนพระมารดาเดิมอยู่ที่เมืองเทวทหะ กษัตริย์และเจ้านายสองเมืองนี้ ต่างเป็นญาติเกี่ยวดองกัน โดยทางอภิเษกสมรส

เมื่อพระนางมายาจวนครบกำหนดประสูติ  จึงทูลลาพระสามี คือ พระเจ้าสุทโธทนะ เพื่อประสูติพระโอรส ที่เมืองอันเป็นราชตระกูลของพระนาง
ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่ว่า สตรีเวลาจะคลอดลูก ต้องไปคลอดที่บ้านพ่อแม่ของตน
พระนางมายาเสด็จไปถึงระหว่างทางยังไม่ทันถึงเมืองเทวทหะ ทรงประชวรเสียก่อน เลยจึงประสูติที่นั่น

วันที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้น คือ วันเพ็ญกลางเดือน ๖

12  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๔ อสิตดาบสมาเยี่ยม on: August 26, 2009, 03:27:52 am


ภาพที่ ๔ อสิตดาบสมาเยี่ยม เห็นพระกุมาร ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะก็ถวายบังคม

ภาพนี้เป็นตอนภายหลังพระพุทธเจ้าประสูติแล้วใหม่ ๆ คือภายหลังพระพุทธบิดาทราบข่าว
พระนางมายาประสูติพระโอรสระหว่างทางที่สวนลุมพินี แล้วรับสั่งให้เสด็จกลับเข้าเมืองแล้ว

ผู้ที่มุ่นมวยผมเป็นชฎา และมือทั้งสองประนมแค่อกที่เห็นอยู่นั้นคือ "อสิตดาบส" หรือบางแห่ง เรียกว่า "กาฬเทวินดาบส" 
ท่านดาบสผู้นี้บวชเป็นฤาษีอยู่ข้างป่าหิมพานต์ หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่าเขาหิมาลัยนั่นเอง
ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะและของราชตระกูลนี้ และเป็นผู้ที่คุ้นเคยด้วย

เมื่อท่านทราบข่าวว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ประมุขกษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ ทรงมีพระราชโอรสใหม่ จึงออกจากอาศรมเชิงเขา
เข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อถวายพระพรยังราชสำนัก พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวว่าท่านดาบสมาเยี่ยม ก็ทรงดีพระทัยนักหนา
จึงตรัสสั่งให้นิมนต์ท่านนั่งบนอาสนะ แล้วทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อให้นมัสการท่านดาบส

พอท่านดาบสได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ ๓ อย่าง คือ
ยิ้มหรือแย้ม หรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "หัวเราะแล้วร้องไห้" แล้วกราบแทบพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ

ท่านยิ้ม เพราะเห็นพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะต้องด้วยตำรับมหาบุรุษลักษณ์ 
ท่านเห็นว่าคนที่มีลักษณะอย่างนี้ ถ้าอยู่ครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปไกล
แต่ถ้าได้ออกบวช จะได้เป็นพระศาสดาผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ที่ท่านร้องไห้ ก็เพราะเชื่อแน่ว่า เจ้าชายราชกุมารนี้ จะต้องออกบวช
เพราะเหตุที่เชื่ออย่างนี้ เลยนึกถึงตัวท่านเองว่า "เรานี่แก่เกินการณ์เสียแล้ว" เลยเสียใจว่ามีบุญน้อย ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า 
และที่กราบไหว้พระบาทราชกุมารที่เพิ่งประสูติใหม่ ก็เพราะเหตุเดียวที่กล่าวนี้
     
ฝ่ายเจ้านายในราชตระกูลได้เห็นและได้ทราบข่าวว่า ท่านดาบสกราบพระบาทราชกุมาร ต่างก็มีพระทัยนับถือพระราชกุมารยิ่งขึ้น 
จึงทูลถวายโอรสของตนให้เป็นบริวารของเจ้าชายสิทธัตถะ ตระกูลละองค์ ๆ ทุกตระกูล
13  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๕ ถวายพระนามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ on: August 26, 2009, 03:22:36 am


ภาพที่ ๕ พราหมณาจารย์รับพระลักษณะสมโภชพระกุมาร ถวายพระนามว่า พระสิทธัตถะ

ภายหลังเจ้าชายราชกุมารผู้พระราชโอรสประสูติได้ ๕ วันแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้โปรดให้มีการประชุมใหญ่
ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์ ทั้งฝ่ายพระบิดา และฝ่ายพระมารดา มุขอำมาตย์ ราชมนตรี และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท
เพื่อทำพิธีมงคลแก่พระราชกุมาร ๒ อย่าง คือ ขนานพระนาม และพยากรณ์พระลักษณะ ผู้ทำพิธีมงคลในการนี้ คือ พราหมณ์ มีทั้งหมด ๑๐๘
แต่พราหมณ์ผู้ทำหน้าที่นี้จริง ๆ มีเพียง ๘ นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ พราหมณ์ทั้ง ๘ มีรายนามดังนี้

๑. รามพราหมณ์ 
๒. ลักษณพราหมณ์
๓. ยัญญพราหมณ์
๔. ธุชพราหมณ์
๕. โภชพราหมณ์
๖. สุทัตตพราหมณ์
๗. สุยามพราหมณ์
๘. โกณทัญญพราหมณ์

ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า "เจ้าชายสิทธัตถะ"  ซึ่งเป็นมงคลนาม มีความหมายสองนัย
นัยหนึ่ง หมายความว่า ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์
อีก นัยหนึ่ง หมายความว่า พระโอรสพระองค์แรก สมดั่งที่พระราชบิดาทรงปรารถนา
แปลให้เป็นสำนวนไทยในภาษาสามัญก็ว่า ได้ลูกชายคนแรกสมตามที่ต้องการ

พระนามนี้ คนอินเดียทั่วไปในสมัยนั้นไม่นิยมเรียก แต่นิยมเรียกพระโคตรแทน
"พระโคตร" ตรงกับภาษาไทยทุกวันนี้ว่า "นามสกุล" คนจึงนิยมเรียกพระราชกุมารว่า "เจ้าชายโคตมะ"  หรือ "โคดม"
 
พร้อมกันนี้ พราหมณ์ทั้ง ๘ ก็พยากรณ์พระลักษณะ คำพยากรณ์แตกความเห็นเป็น ๒ กลุ่ม
พราหมณ์ ๗ คน ตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึง หมายเลข ๗ ตามรายนามที่ระบุไว้แล้ว มีความเห็นเป็นเงื่อนไขในคำพยากรณ์ว่า
ถ้าเจ้าชายนี้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติ จักได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก
แต่ ถ้าเสด็จออกทรงผนวช จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก

มีพราหมณ์หนุ่มอายุเยาว์คนเดียวที่พยากรณ์เป็นมติเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขว่า พระราชกุมารนี้จักเสด็จทรงผนวช และได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
พราหมณ์ผู้นี้ต่อมา ได้เป็นหัวหน้าพระปัญจวัคคีย์  ออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้า
และได้เป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกที่รู้จักกันในนามว่า "พระอัญญาโกณทัญญะ"  นั่นเอง
     
ที่เหลืออีก ๗ ไม่ได้ตามเสด็จออกบวช เพราะชรามาก อยู่ไม่ทันสมัยพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช
14  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๖ ทรงบรรลุปฐมฌาน on: August 26, 2009, 03:16:59 am


ภาพที่ ๖ ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ

ภาพนี้เป็นตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะมีพระชนมายุ ๗ ปี พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบกขรณี ๓ สระ ภายในพระราชนิเวศน์
ให้เป็นที่สำราญพระทัยพระโอรส สระโบกขรณี คือ สระที่ปลูกดอกบัวไว้ในสระ แล้วพระราชทานเครื่องทรง คือ
จันทน์สำหรับทาผ้าโพกพระเศียร ฉลองพระองค์ผ้าทรงสะพัก พระภูษาทั้งหมดเป็นของมีชื่อมาจากเมืองกาสีทั้งนั้น

ตอนที่เห็นในภาพนี้ เป็นตอนที่เจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ ที่ภาษาปฐมสมโพธิเรียกว่า ชมพูพฤกษ์
ซึ่งคนไทยเราเรียกว่า ต้นหว้า นั่นเอง เหตุที่เจ้าชายมาประทับอยู่ใต้ต้นหว้าแห่งนี้
ก็เพราะพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราชพิธีพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทุ่งนานอกเมืองกบิลพัสดุ์ ตามพระราชประเพณี 
พระราชบิดา ซึ่งเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง หรือจะเรียกว่า ทรงเป็นพระยาแรกนาเสียเองก็ได้ ได้โปรดให้เชิญเสด็จเจ้าชายไปด้วย

ในภาพ จะเห็นเจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ลำพังพระองค์เดียว ไม่เห็นพระสหาย พระพี่เลี้ยง และมหาดเล็กอยู่เฝ้าเลย
เพราะทั้งหมดไปชมพระราชพิธีแรกนากัน เจ้าชายเสด็จอยู่ลำพังพระองค์ ภายใต้ต้นหว้า ที่กวีท่านพรรณนาไว้ว่า

กอปรด้วยสาขาแลใบ อันมีพรรณอันเขียวประหนึ่งอินทนิลคีรี มีปริมณฑลร่มเย็น เป็นรมณียสถาน...
พระทัยอันบริสุทธิ์ และอย่างวิสัยผู้จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ในภายหน้า ได้รับความวิเวก ก็เกิดเป็นสมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า ปฐมฌาน

แรกนาเสร็จตอนบ่าย พระพี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชาย ได้เห็นเงาไม้ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเวลาเที่ยงวัน ไม่คล้อยตามดวงตะวัน ก็เกิดอัศจรรย์ใจ
จึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบ พระราชบิดาเสด็จมาทอดพระเนตร ก็เกิดความอัศจรรย์ในพระทัย
แล้วก็ทรงออกพระโอษฐ์อุทานว่า กาลเมื่อวันประสูติ จะให้น้อมพระองค์ลงถวายนมัสการพระกาฬเทวินดาบสนั้น 
ก็ทำปาฏิหาริย์ไปยืนเบื้องบนชฎาพระดาบส อาตมก็ประณตเป็นปฐมวันทนาการครั้งหนึ่งแล้ว
และครั้งนี้อาตมก็ถวายอัญชลีเป็นทุติยวันทนาการคำรบสอง

พระเจ้าสุทโธทนะทรงไหว้พระพุทธเจ้าที่สำคัญ ๓ ครั้งด้วยกัน
ครั้งแรก เมื่อภายหลังประสูติที่ดาบสมาเยี่ยม เห็นท่านดาบสไหว้ก็เลยไหว้
ครั้งที่สองก็คือ ครั้งทรงเห็นปาฏิหาริย์
ครั้งที่สามคือ ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว และเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดาครั้งแรก
15  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๗ ทรงประลองศิลปศาสตร์ on: August 26, 2009, 03:09:43 am


ภาพที่ ๗ ทรงประลองศิลปศาสตร์ ยกศรอันหนัก ดีดสายศรเสียงดังกระหึ่มเมือง

พอเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุพอสมควรแล้ว พระราชบิดาจึงทรงส่งไปศึกษาศิลปวิทยาที่สำนักครูที่มีชื่อว่า วิศวามิตร
เจ้าชายทรงศึกษาการใช้อาวุธยิงธนู และการปกครองได้ว่องไวจนสิ้นความรู้ของอาจารย์

ภาพที่เห็นนี้ เป็นตอนเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุได้ ๑๖ ปีแล้ว และทรงศึกษาศิลปวิทยาจบแล้ว 
พระราชบิดาจึงตรัสสั่งให้ สร้างปราสาท ๓ ฤดู เป็นจำนวน ๓ หลัง ให้ประทับเป็นที่สำราญพระทัย

ปราสาทหลังที่หนึ่ง เหมาะสำหรับประทับในฤดูหนาว หลังที่สอง สำหรับฤดูร้อน
ทั้งสองหลังนี้จะมีอะไรเป็นเครื่องควบคุมอุณหภูมิไม่ทราบได้ และหลังที่สาม สำหรับประทับในฤดูฝน

หลังจากนั้น พระราชบิดาได้ทรงแจ้งไปยังพระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายพระมารดา และฝ่ายพระบิดาให้จัดส่งพระราชธิดามา
เพื่อคัดเลือกสตรีผู้สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชาย ทั้งนี้เพราะพระราชบิดาทรงต้องการจะผูกมัดพระราชโอรส
ให้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติ มากกว่าที่จะให้เสด็จออกทรงผนวช
แต่พระญาติวงศ์ทั้งปวงเห็นว่า ควรจะให้เจ้าชายได้แสดงความสามารถในศิลปศาสตร์ที่ทรงเล่าเรียนมา ให้เป็นที่ประจักษ์แก่หมู่พระญาติก่อน

พระราชบิดาจึงอัญเชิญพระญาติวงศ์มาประชุมกันที่หน้าพระมณฑปที่ปลูกสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ใจกลางเมือง เพื่อชมเจ้าชายแสดงการยิงธนู 

ธนูที่เจ้าชายยิง มีชื่อว่า สหัสถามธนู  แปลว่า ธนูที่มีน้ำหนัก ขนาดที่คนจำนวนหนึ่งพันคนจึงจะยกขึ้นได้

แต่เจ้าชายทรงยกธนูนั้นขึ้นได้ ปฐมสมโพธิให้คำอุปมาว่า ดังสตรีอันยกขึ้น ซึ่งไม้กงดีดฝ้าย

บรรดาพระญาติวงศ์ทั้งปวงได้เห็นแล้ว ต่างชื่นชมยิ่งนัก แล้วเจ้าชายทรงลองดีดสายธนูก่อนยิ่ง
เสียงสายธนูดังกระหึ่มครึ้มครางไปทั้งกรุงกบิลพัสดุ์  จนคนทั้งเมืองที่ไม่รู้ และไม่ได้มาชมเจ้าชายยิงธนู ต่างก็ถามกันว่า นั่นเสียงอะไร

เป้าที่เจ้าชายยิงธนูวันนั้นคือ ขนหางทรายจามรีที่วางไว้ในระยะหนึ่งโยชน์ ปรากฎว่า เจ้าชายทรงยิงธนูถูกขาดตรงกลางพอดี 
ทั้งนี้ ท่านว่า ด้วยพระเนตรอันผ่องใส พร้อมด้วยประสาททั้ง ๕ อันบริสุทธิ์ อันปราศจากมลทิน
       
พระญาติวงศ์ทั้งปวง จึงยอมถวายพระราชธิดา ซึ่งมี พระนางพิมพายโสธรา รวมอยู่ด้วย เพื่อคัดเลือกเป็นพระชายา

16  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๘ ๗ สหชาติของพระพุทธเจ้า on: August 26, 2009, 03:01:50 am


ภาพที่ ๘ พระบิดาทรงอภิเษกสมรส พระสิทธัตถะ กับ พระนางพิมพายโสธรา

ดังได้กล่าวมาแล้ว พระญาติวงศ์ตระกูลพระพุทธเจ้านั้น มีสองฝ่าย คือ ฝ่ายพระบิดา และฝ่ายพระมารดา
ทั้งสองฝ่ายอยู่กันคนละเมือง มีแม่น้ำโรหิณีไหลผ่าน เป็นเขตกั้นพรมแดน
พระญาติวงศ์ฝ่ายพระมารดา มีชื่อว่า โกลิยวงศ์ ครองเมือง เทวทหะ 
พระญาติวงศ์ฝ่ายพระบิดา มีชื่อว่า "ศากยะวงศ์  ครองเมือง กบิลพัสดุ์
ทั้งสองนครนี้เกี่ยวดองเป็นพระญาติกัน มีความรักกันฉันท์พี่น้องร่วมสายโลหิต ต่างอภิเษกสมรสกันและกันเสมอมา

สมัยพระพุทธเจ้า ผู้ทรงอยู่ในฐานะครองเมืองเทวทหะคือ พระเจ้าสุปปพุทธะ
ส่วนผู้ครองเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว คือ พระเจ้าสุทโธทนะ 
พระชายาของพระเจ้าสุปปะพุทธะ มีพระนามว่า พระนางอมิตา เป็นกนิษฐภคินี คือ น้องสาวคนเล็ก ของพระเจ้าสุทโธทนะ 
กลับกันคือ พระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะ หรือ พระมารดาของพระพุทธเจ้า มีพระนามว่า พระนางมายา
พระนางเป็นน้องสาวของพระเจ้าสุปปพุทธะ ทั้งสองทรงอภิเษกสมรส กับ พระภคินีของกันและกัน   
พระเจ้าสุปปะพุทธะ มีพระโอรสและพระธิดา อันเกิดกับพระนางอมิตาสองพระองค์ พระโอรส คือ เทวทัต  พระธิดา คือ พระนางพิมพายโสธรา

ปฐมโพธิว่า พระนางพิมพายโสธรา เป็นผู้หนึ่งในจำนวน ๗ สหชาติ ของพระพุทธเจ้า

สหชาติ คือ สิ่งที่เกิดพร้อมกันกับวันที่พระพุทธเจ้าเกิด  ๗ สหชาตินั้น คือ
๑. พระนางพิมพายโสธรา
๒. พระอานนท์
๓. กาฬุทายีอำมาตย์
๔. นายฉันนะ มหาดเล็ก
๕. ม้ากัณฐกะ
๖. ต้นพระศรีมหาโพธิ์
๗. ขุมทองทั้ง ๔ (สังขนิธี, เอลนิธี,อุบลนิธี และ บุณฑริกนิธี)

       
พระญาติวงศ์ทั้งสองฝ่ายทรงเห็นพร้อมกันว่า พระนางพิมพายโสธรา ทรงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ
พระราชพิธีอภิเษกสมรส จึงได้มีขึ้น ในสม้ยที่เจ้าชายและเจ้าหญิง ทรงมีพระชันษาได้ ๑๖ ปี พอดี
17  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๙ ทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔ on: August 26, 2009, 02:52:41 am


ภาพที่ ๙ เสด็จประพาสสวน ทรงเห็นเทวทูต ๔ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต

พระเจ้าสุทโธทนะผู้พระราชบิดา และพระญาติวงศ์ทั้งปวง ทรงปรารถนาที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จอยู่ครองราชสมบัติ มากกว่าที่จะให้เสด็จออกบรรพชา
อย่างที่คำทำนายของพราหมณ์บางท่านว่าไว้  จึงพยายามหาวิธีผูกมัดพระโอรสให้เพลิดเพลินในกามสุขทุกอย่าง 
แต่เจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระอัธยาศัยเป็นนักคิด สมกับที่ทรงเกิดมาเป็นพระศาสดาโปรดชาวโลก จึงทรงยินดีในความสุขนั้นไม่นาน
พอพระชนมายุมากขึ้นจนถึง ๒๙  ก็ทรงเกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย

ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกในพระทัยเช่นนั้น อยู่ที่ทรงเห็นสิ่งที่เรียกว่า เทวทูตทั้ง ๔
ระหว่างทางในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยานนอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่ง พร้อมด้วยสารถีคนขับ
เทวทูตทั้ง ๔  คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทรงเห็นคนแก่ก่อน

ปฐมสมโพธิบรรยายลักษณะของ คนแก่  ไว้ว่า มีเศาอันหงอก และสีข้างก็คดค้อม กายนั้นง้อมเงื้อมไปเบื้องหน้า
มือถือไม้เท้าเดินมาในระหว่างมรรควิถี มีอาการอันไหวหวั่นสั่นไปทั่วทั้งกายควรจะสังเวช...

ก็ทรงสังเวชสลดพระทัย เช่นเดียวกับเมื่อทรงเห็นคนเจ็บและคนตายในครั้งที่สอง และที่สาม เมื่อเสด็จประพาสพระราชอุทยาน
ทรงปรารภถึงพระองค์ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า สภาพธรรมดาในโลกนี้ย่อมมีสิ่งที่ตรงกันข้ามคู่กัน คือ
มีมืดแล้วมีสว่าง มีร้อนแล้วมีเย็น เมื่อมีทุกข์  ทางแก้ทุกข์ก็น่าจะมี

ในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยานครั้งที่ ๔ ทรงเห็นนักบวช นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์กอปรด้วยอากัปกิริยาสำรวม.....
       
เมื่อทรงเห็นนักบวช ก็ทรงเกิดพระทัยน้อมไปในทางบรรพชา ทรงรำพึงในพระทัยที่เรียกอีกอย่างหนึ่ง ทรงเปล่งอุทานออกมาว่า
สาธุ ปัพพชา สองคำนี้เป็นภาษาบาลี แปลให้ตรงกับสำนวนไทยว่า บวชท่าจะดีแน่
แล้วก็ตัดสินพระทัยว่า จะเสด็จออกบวช ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
18  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๐ ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว on: August 26, 2009, 02:43:26 am


ภาพที่ ๑๐ ทรงสรงสนานน้ำในสระ ราชบุรุษไปทูลว่า พระนางพิมพาประสูติพระโอรสแล้ว

 ภายหลังที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นเทวทูตที่ ๔ คือ นักบวช จนตัดสินพระทัยว่า จะเสด็จออกบวชแน่นอนแล้ว
ก็เสด็จด้วยรถพระที่นั่ง ที่ปฐมสมโพธิว่า เทียมด้วย มงคลวรสินธพทั้ง ๔ มีสีดังดอกโกกนุทปทุมบุปผาชาติ (ดอกบัวสีแดง)
เสด็จไปถึงพระราชอุทยาน เมื่อเสด็จไปถึง เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยคณานางอเนกนิกรสุรางคศักยราชกัญญา
ก็เสด็จลงสรงสนานในสระโบกขรณี ที่เรียงรายระดาดาดด้วยเบญจปทุมชาติ

เสด็จอยู่ที่พระราชอุทยานเกือบทั้งวัน จนเกือบเย็น จึงมีเจ้าพนักงานจากราชสำนักผู้หนี่ง
ซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะรับสั่งให้นำข่าวมาทูลให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบ เจ้าพนักงานกราบทูลว่า พระนางพิมพายโสธรา ประสูติพระโอรสแล้ว

พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้แต่งอรรถกถาธรรมบท ได้พรรณนาความตอนนี้ไว้ว่า เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงทราบข่าวว่า 
พระชายาของพระองค์ประสูติพระโอรสแล้ว ทรงเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เคยเกิดกับพระองค์มาก่อนเลย คือ ความรักลูกยิ่งนัก

ความรักนั้นเกิดขึ้นแล้ว หนักหน่วงในพระทัย ผูกมัดรัดรึงพระทัยยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก จนทรงอุทานออกมาว่า พันธนัง ชาตัง ราหุลัง ชาตัง
แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว คำที่แปลว่า ห่วง ในพระอุทานของเจ้าชายสิทธัตถะ คือ ราหุลัง หรือ ราหุล 
ต่อมาคำนี้ ได้ถวายเป็นพระนามของราหุลกุมาร

ที่เจ้าชายสิทธัตถะเปล่งอุทานขึ้นว่า "ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว" นั้น หมายถึงว่า พระองค์กำลังตัดสินพระทัยจะเสด็จออกบวช
กำลังจะตัดห่วงหาอาลัยในฆราวาสอย่างอื่น ก็เกิดมีห่วงใหม่ขึ้นมาผูกมัดเสียแล้ว
19  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๑ ประทานสังวาลแก่นางกีสาโคตมี on: August 26, 2009, 02:36:05 am


ภาพที่ ๑๑ ทรงเปลื้องสังวาลประทานนางกีสาโคตมี ซึ่งสดุดีพระคุณขณะเสด็จขึ้นสู่ปราสาท

เป็นภาพตอนต่อเนื่องมาจากตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จประพาสพระราชอุทยาน
แต่ตอนนี้เป็นตอนเสด็จกลับเข้าเมืองพร้อมด้วยราชบริพารที่ตามเสด็จ 
สตรีที่ยื่นเยี่ยมมองทางสิงหบัญชร หรือหน้าต่างพระตำหนักที่เห็นอยู่นั้น
ปฐมสมโพธิบอกว่าเป็น "นางขัตติยราชกัญญาองค์หนึ่ง แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ "  ทรงพระนามว่า "กีสาโคตมี" 
เกี่ยวข้องกับเจ้าชายสิทธัตถะในทางพระญาติวงศ์อย่างไร ไม่ได้บอกไว้

แต่ในอรรถกถาธรรมบทที่พระพุทธโฆษาจารย์ชาวอินเดียรจนาไว้บอกว่า เธอเป็นธิดาของพระเจ้าอา (หญิง) ของพระพุทธเจ้า
ซึ่งหมายถึง พระนางปมิตา และพระนางอมิตา ทั้งสองพระนางนี้เป็นพระกนิษฐา หรือน้องสาวของพระเจ้าสุทโธทนะ
แต่เป็นธิดาของพระเจ้าอาองค์ไหนแน่ ท่านก็มิได้บอกไว้

พอนางกีสาโคตมี  ได้ทรงเห็นเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จกลับจากสรงสนานในสระโบกขรณี ในพระราชอุทยานผ่านมา
และทรงเห็นเจ้าชายงามบริบูรณ์ด้วยพระรูปศิริโสภาคย์ ก็ทรงปีติโสมนัสจึงตรัส พระคาถาชมเจ้าชายสิทธัตถะ

บทหนึ่งพระคาถา คือคำกลอนหรือโศลกที่กวีแต่งร้อยกรอง ความเดิมเป็นภาษาบาลีว่า
นิพพุตา นูน สา มาตา
นิพพุโต นูน โส ปิตา
นิพพุตา นูน สา นารี
ยัสสายัง อีทิโส ปติ


ถอดเป็นร้อยแก้วในภาษาไทย ว่า
ผู้ใดเป็นพระราชมารดา และพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้นั้นจะมีความสุขดับทุกข์เข็ญ
สตรีใดได้เป็นพระชายา สตรีนั้นก็จะมีความสุขดับทุกข์เข็ญ

       
เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินก็ชอบพระทัย ที่ทรงชอบที่สุดคือคำว่า ดับ ซึ่งพระองค์ทรงหมายพระทัยถึง นิพพุต หรือ นิพพาน
จึงทรงเปลื้อง แก้วมุกดาหาร เครื่องประดับพระศอ ราคาแสนกหาปณะ มอบให้แก่นางกีสาโคตมี
พระนางสำคัญหมายในพระทัยว่า เจ้าชายทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์เสน่หาในพระนาง ก็ทรงเกิดโสมนัสยินดีเป็นอันมาก
20  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๒ ระอาพระทัยใคร่ผนวช on: August 26, 2009, 02:28:23 am


ภาพที่ ๑๒ ตื่นบรรทมกลางดึกเห็นสาวสนมกรมใน นอนระเกะระกะ ระอาพระทัยใคร่ผนวช

ตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้งสี่แล้ว ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่ว่า จะเสด็จออกบรรพชาเป็นต้นมา 
แม้ว่าภายหลังจากนั้นจะทรงเกิดบ่วงขึ้นในพระทัย คือทรงมีพระโอรส และมีความรัก 
แต่ความที่ตั้งพระทัยไว้ว่า จะเสด็จออกบวชก็ไม่เปลี่ยนแปลง

ในคืนวันเสด็จกลับจากพระราชอุทยาน ปฐมสมโพธิพรรณนาไว้ตอนหนึ่งว่า "...วันนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์มีพระทัยยินดียิ่งนักในบรรพชา
กอปรด้วยพระปัญญาเป็นปราชญ์อันประเสริฐ ปราศจากอาลัยในเบญจกามคุณ มิได้ยินดีในฟ้อนขับแห่งนางทั้งหลาย
อันเป็นที่เจริญพระหฤทัย เห็นปานดังนั้น  ก็หยั่งลงสู่นิทรารมณ์ประมาณมุหุตหนึ่ง....."  (มุหุตหนึ่ง คือ ครู่หนึ่ง)

ภายในปราสาทที่เจ้าชายประทับอยู่ สว่างรุ่งเรืองด้วยประทีปโคมไฟที่ "ตามด้วยน้ำมันหอมส่งสว่างขจ่างจับแสงแก้วแสงทอง...."
บรรดานางบำเรอฟ้อนรำขับร้องที่อยู่เฝ้า เมื่อเห็นเจ้าชายบรรทมหลับแล้ว ต่างก็เอนกายลงนอนทับเครื่องดนตรี

มุหุตหนึ่ง หรือครู่หนึ่ง เจ้าชายตื่นบรรทมแล้วก็ทรงเห็นอาการวิปลาสของนางบำเรอ ที่นอนหลับไม่สำรวม

ปฐมสมโพธิพรรณนาไว้ว่า  "แลนางบางจำพวกก็นอนกลิ้งเกลือก มีเขฬะ (น้ำลาย) อันหลั่งไหล นางบางเหล่าก็นอนกรน เสียงดังเสียงกา
นางบางหมู่ก็นอนเคี้ยวทนต์ นางบางพวกก็นอนเปลือยปราศจากวัตถา สำแดงที่สัมพาธฐานให้ปรากฎ..."
       
เจ้าชายเสด็จจากพระแท่นที่บรรทม เสด็จลุกขึ้นทอดพระเนตรภายในปราสาทที่ประทับ
แม้จะสว่างรุ่งเรืองด้วยดวงประทีป และงามตระการด้วยเครื่องประดับ แต่ทรงเห็นเป็นที่มืด และทรงเห็นเป็นดุจป่าช้าผีดิบ
สิ่งที่มีชีวิตที่ยังหายใจได้ ที่กำลังนอนระเนระนาดปราศจากอาการสำรวม คือ นางบำเรอ ปรากฎแก่พระองค์เป็นซากศพผีดิบในสุสาน
จึงออกพระโอษฐ์ลำพังพระองค์ว่า "อาตมาจะออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในสมัยราตรีนี้"  แล้วเสด็จไปยังพระทวารปราสาท
และตรัสเรียกมหาดเล็กเฝ้าพระทวารว่า "ใครอยู่ที่นั่น"
21  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๓ เสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพา on: August 26, 2009, 02:22:32 am


ภาพที่ ๑๓ เสด็จไปเยี่ยมพระนางพิมพา ซึ่งกำลังหลับสนิท เป็นนิมิตอำลาผนวช

พอสิ้นพระดำรัสถามของเจ้าชายสิทธัตถะ ก็มีเสียงอุทานรับ เจ้าของเสียงระบุชื่อตัวเองว่า "ฉันนะ" 
นายฉันนะ คือ มหาดเล็กคนสนิทของเจ้าชายสิทธัตถะ และเป็นสหชาติ คือ เกิดในวันเดียวกับเจ้าชายด้วย

ถ้าจะอุปมาเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเป็นดุจบทละคร นายฉันนะก็เป็นตัวละครที่สำคัญคนหนึ่งในเรื่อง
ความสำคัญนั้นคือ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการเสด็จออกบวชของพระพุทธเจ้า
อีกอย่างหนึ่งที่รู้จักกันดี คือ เมื่อภายหลังเจ้าชายได้เสด็จออกบวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว นายฉันนะได้โดยเสด็จออกบวชด้วย
พระฉันนะกลายเป็น "พระหัวแข็ง" ใครว่ากล่าวไม่ได้นอกจากพระพุทธเจ้าองค์เดียว เพราะพระฉันนะถือตัวว่าเป็น "ข้าเก่า"

เขาใช้สรรพนามเรียกเจ้าชายสิทธัตถะ หรือ พระพุทธเจ้าติดปากมาจนกระทั่งบวชเป็นพระอยู่คำเดียวว่า "พระลูกเจ้า"

ในตอนที่กล่าวนี้  นายฉันนะนอนอยู่ที่ภายนอกห้องพระบรรทมของเจ้าชาย ศีรษะหนุนอยู่กับธรณีพระทวาร

เมื่อเจ้าชายรับสั่งให้ไปเตรียมผูกม้า นายฉันนะก็รับพระบัญชา รีบลงไปที่โรงม้า

ส่วนเจ้าชายผู้ทรงตัดสินพระทัยแน่วแน่แล้วว่าจะเสด็จออกบวช เสด็จไปยังห้องพระบรรทมของพระนางพิมพายโสธราผู้ชายาก่อน 
เมื่อเสด็จไปถึง ทรงเผยบานพระทวารออก ทรงเห็นพระชายากำลังหลับสนิท พระนางทอดพระกรไว้เหนือเศียรราหุล โอรสผู้เพิ่งประสูติ
พระองค์ทรงเกิดความเสน่หาอาลัยในพระชายา และพระโอรสที่เพิ่งได้ทอดพระเนตรเห็นเป็นครั้งแรกอย่างหนัก

ทรงหมายพระทัยว่า  "จะทรงยกพระหัตถ์ผู้ชนนี  จะอุ้มเอาองค์โอรส..." ก็ทรงเกรงพระนางจะตื่นบรรทม และจะเป็นอุปสรรคแก่การเสด็จออกบวช 
จึงข่มพระทัยเสียได้ว่าอย่าเลย เมื่อได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า "จะกลับมาทัศนาการพระพักตร์พระลูกแก้วเมื่อภายหลัง"
แล้วเสด็จออกจากที่นั้น ลงจากปราสาทไปยังที่นายฉันนะเตรียมผูกม้าไว้เรียบร้อยแล้ว
22  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๔ กัณฐกะ เป็นสหชาติ on: August 26, 2009, 02:17:05 am


ภาพที่ ๑๔ ทรงปลุกนายฉันนะให้ผูกม้ากัณฐกะ เพื่อประทับเป็นพาหนะเสด็จออกบรรพชา

ม้า พระที่นั่งที่เจ้าชายเสด็จขึ้นทรง เพื่อเสด็จออกบวชครั้งนี้ มีชื่อว่า กัณฐกะ เป็นสหชาติ คือเกิดวันเดียวกับเจ้าชาย
หนังสือปฐมสมโพธิบอกส่วนยาวของม้านี้ไว้ว่า ยาวตั้งแต่คอจดท้ายมีประมาณ ๑๘ ศอก 
แต่ส่วนสูงกี่ศอก ไม่ได้บอกไว้ บอกแต่ว่า โดยสูงก็สมควรกับกายอันยาว และแจ้งถึงลักษณะอย่างอื่นไว้ว่า
สีขาวบริสุทธิ์ดุจสังข์อันขัดใหม่ ศีรษะนั้นดำดุจสีแห่งกา มีเกศาในมุขประเทศ (หน้า) ขาวผ่องดุจไส้หญ้าปล้องงามสะอาด
กอปรด้วยพหลกำลังมาก แลยืนประดิษฐานอยู่บนแท่นแก้วมณี

ความที่ว่านั้นเป็นม้าในวรรณคดีที่กวีพรรณาให้เขื่อง และให้เป็นม้าพิเศษกว่าม้าสามัญ
ถ้าถอดความเป็นอย่างธรรมดาก็ว่า กัณฐกะสูงใหญ่สีขาวเหมือนม้าทรงของจอมจักรพรรดิ หรือบุคคลผู้ทรงความเป็นเอกในเรื่อง

เมื่อเจ้าชายเสด็จเข้าใกล้ม้า ทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบหลังกัณฐกะ ท่านว่าม้ากัณฐกะมีความยินดีก็เปล่งเสียงร้องดังกึกก้องสนั่นไปทั่วกรุงกบิลพัสดุ์
ดังไปไกลถึงหนึ่งโยชน์ (ประมาณ ๔๐๐ เส้น) โดยรอบ ถ้าเป็นไปตามนี้ ทำไมคนทั้งเมืองจึงไม่ตื่นกัน
ท่านผู้รจนาวรรณคดีเรื่องนี้ท่านบอกว่า เทพยดาก็กำบังเสียซึ่งเสียงนั้นให้อันตรธานหายไป... ท่านใช้เทวดาเป็นเครื่องเก็บเสียงม้านั่นเอง

ถ้าถอดความจากเรื่องราวของวรรณคดีดังกล่าวออกมาก็คือ เจ้าชายทรงชำนาญในเรื่องม้ามาก ทรงสามารถสะกดม้าไม่ให้ส่งเสียงร้องได้

จากนั้นก็เสด็จขึ้นหลังกัณฐกะ บ่ายพระพักตร์ออกไปทางประตูเมืองที่ชื่อ พระยาบาลทวาร
โดยมีนายฉันนะมหาดเล็กตามเสด็จไปข้างหลัง วันที่เสด็จออกบวชนั้น หนังสือปฐมสมโพธิบอกว่าเป็นวันเพ็ญเดือน ๘
ท่านว่า พระจันทร์แจ่มในท่ามกลางคัคนาดลประเทศ (ท้องฟ้า) ปราศจากเมฆ ภายในห้องจักรวาลก็ขาวผ่องโอภาสด้วยนิศากรรังสี
นิศากรรังสี คือ แสงจันทร์ในวันเพ็ญ
23  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๕ พระยามารห้ามบรรพชา on: August 26, 2009, 02:04:35 am


ภาพที่ ๑๕ พระยามารห้ามบรรพชา ว่าอีก ๗ วัน จะได้เสวยสมบัติบรมจักร แต่ไม่ทรงฟัง

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จทรงม้าพระที่นั่งผ่านประตูเมืองออกมาในเวลาราตรีที่มีแสงจันทร์กระจ่าง
ก็มีเสียงคล้ายเสียงดนตรีขึ้นที่ข้างประตูนอกเมือง เสียงนั้นร้องห้ามเจ้าชายมิให้เสด็จออกบวช
เจ้าชายสิทธัตถะ " ท่านนี้มีนามชื่อใด"
เจ้าของเสียง "เราชื่อวัสสวดีมาร"

พระยามารแจ้งข่าวให้เจ้าชายทรงทราบว่า อีกเจ็ดวันในเบื้องหน้า นับแต่วันนี้เป็นต้นไป จักรแก้วจักเกิดขึ้น
ผู้จะได้เป็นเจ้าของจักรแก้วนั้น คือ เจ้าชาย (จักรแก้วตามความหมายของพระยามารในที่นี้คือ ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ )

เจ้าชาย " เรื่องนี้เราทราบแล้ว"
พระยามาร "ถ้าเช่นนั้น ท่านจะเสด็จออกบวช เพื่อประโยชน์อันใด "
เจ้าชาย "เพื่อสัพพัญญูตญาณ"

สัพพัญญุตญาณ ตามความหมายในพระดำรัสของเจ้าชาย คือ ความได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
ความที่บรรยายมาทั้งหมดนั้น บรรยายตามความในวรรณคดีที่กวีท่านแต่งไว้ในปฐมสมโพธิ
และที่พระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ในอรรถกถาธรรมบท โดยท่านสาธกให้เห็นเป็นปุคคลาธิษฐาน

ปุคคลาธิษฐาน คือ การแปลสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา หรือสัมผัสไม่ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ ที่เรียกว่า "นามธรรม
แปลออกมาให้เห็นเป็นฉาก เป็นบุคคลซึ่งเป็นตัวแสดงในเรื่อง เหมือนนักเขียนนวนิยายที่ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาทางตัวละคร 
ถ้าไม่สาธกอย่างนี้ คนจะไม่เข้าใจ และท้องเรื่องก็จะจืดความในวรรณคดีที่เป็น

ปุคคลาธิษฐานดังกล่าวข้างต้นนั้น ถ้าว่ากันถึงเนื้อแท้ก็คือ พอเสด็จออกพ้นประตูเมือง เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งทรงอยู่ในภาวะปุถุชน 
แม้พระทัยหนึ่งจะทรงปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า แต่อีกพระทัยหนึ่งก็ยังทรงห่วงบ้านเมือง
       
ความที่ทรงห่วงนี้ กวีท่านจำลองออกมาในรูปของพระยามารผู้ขัดขวาง แต่แล้วเจ้าชายก็ทรงเอาชนะเสียได้
จะเรียกว่า ชนะพระยามาร หรือ ชนะความห่วงที่เป็นข้าศึกในพระทัยนั้นก็ได้ทั้งนั้น


24  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๖ ทรงตัดพระโมลีถือเพศบรรพชา on: August 26, 2009, 01:57:55 am


ภาพที่ ๑๖ ทรงตัดพระโมลีถือเพศบรรพชา ณ ริมฝั่งอโนมา ฆฏิการพรหมถวายอัฐบริขาร

เจ้าชายสิทธัตถะพร้อมด้วยนายฉันนะที่ตามเสด็จ ทรงขับม้าพระที่นั่งไปตลอดคืน ไปสว่างเอาที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง
ซึ่งเป็นเขตแดนกั้นเมืองทั้ง ๓ คือ กบิลพัสดุ์ สาวัตถี และไพศาลี ทรงถามนามแม่น้ำนี้กับนายฉันนะ 
นายฉันนะกราบทูลว่า "พระลูกเจ้า ! แม่น้ำนี้มีชื่อว่า อโนมานที พระเจ้าข้า "

ทรงพาม้าและมหาดเล็กข้ามแม่น้ำ แล้วเสด็จลงจากหลังม้า ประทับบนหาดทราย อันขาวดุจแผ่นเงิน
พระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบ พระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา คือ ยอดหรือปลายพระเกศากับ พระโมฬี คือ มุ่นพระเกศา หรือผมที่มุ่นเป็นมวย
แล้วทรงตัดด้วยพระขรรค์แสงดาบ เหลือพระเกศาไว้ยาวประมาณ ๒ นิ้ว เป็นวงกลมเวียนไปทางขวา เสร็จแล้วทรงเปลื้องพระภูษาทรงออก 
แล้วทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่ ฆฏิการพรหม นำมาถวาย พร้อมด้วยเครื่องบริขารอย่างอื่นของนักบวช 

แล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นนักบวช ที่บนหาดทราย ริมฝั่งแม่น้ำอโนมานั่นเอง ทรงมอบพระภูษาทรง และม้าพระที่นั่งให้นายฉันนะ
นำกลับไปกราบทูลแจ้งข่าวแก่พระราชบิดาให้ทรงทราบ นายฉันนะมีความอาลัยรักองค์ผู้เป็นเจ้านาย
ถึงร้องไห้กลิ้งเกลือกแทบพระบาทไม่อยากกลับไป แต่ขัดรับสั่งไม่ได้ ด้วยเกรงพระอาญา

เจ้าชายหรือตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หนังสือพุทธประวัติเรียกว่า "พระมหาบุรุษ" ทรงลูบหลังม้าที่กำลังจะจากพระองค์กลับเมือง
ม้าน้ำตาไหลอาบหน้า แล้วแลบชิวหาออกเลียพื้นฝ่าพระบาทของพระองค์ ผู้ทรงเคยเป็นเจ้าของ
       
ทั้งม้าทั้งคน คือนายฉันนะ น้ำตาอาบหน้า ข้ามน้ำกลับมาเมือง แต่พอลับพระเนตรพระมหาบุรุษ
ม้ากัณฐกะ ก็หัวใจแตกออก ๗ ภาค หรือ หัวใจวายตาย นายฉันนะจึงปลดเครื่องม้าออก แล้วนำดอกไม้ป่ามาบูชาศพพญาสินธพ
แล้วนายฉันนะก็หอบพระภูษา และเครื่องม้าเดินร้องไห้กลับเมืองคนเดียว
25  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๗ เสด็จจาริกผ่านกรุงราชคฤห์ on: August 26, 2009, 01:52:01 am


ภาพที่ ๑๗ เสด็จจาริกผ่านกรุงราชคฤห์ มหาชนเห็นแล้วก็โจษจันกันทั่วเมือง

เมื่อนายฉันนะ มหาดเล็กผู้ซื่อสัตย์ กลับคืนไปแจ้งข่าวทางเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว
พระมหาบุรุษ หรือ ก่อนแต่นี้คือ เจ้าชายสิทธัตถะ เสด็จจากหาดทรายชายฝั่งแม่น้ำอโนมา
ไปยังตำบลที่มีป่ามะม่วงมากแห่งหนึ่ง ที่เรียกโดยชื่อว่า " อนุปิยอัมพวัน" ตำบลนี้อยู่ในเขตแขวงมัลลชนบท ประทับอยู่ที่นี่หนึ่งสัปดาห์

ในวันที่ ๘ จึงเสด็จจาริกเข้าแคว้นมคธไปโดยลำดับ จนถึงกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นนี้
ในสมัยนั้น แคว้นมคธเป็นแคว้นใหญ่ มั่งคั่ง มากด้วยพลเมือง และมีอำนาจมากเท่าเทียมกับอีกแคว้นหนึ่งในสมัยเดียวกันนั้นคือ แคว้นโกศล
ซึ่งมีกรุงสาวัตถี เป็นเมืองหลวง กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ของกรุงราชคฤห์ แห่งแคว้นมคธ ในสมัยที่กล่าวมานี้ ทรงพระนามว่า "พระเจ้าพิมพิสาร"
ทรงมีพระชนมายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระมหาบุรุษ ขณะที่กล่าวนี้ จึงทรงเป็นกษัตริย์หนุ่ม

เวลาเช้า พระมหาบุรุษเสด็จเข้าเมือง ชาวเมืองเกิดอาการที่ปฐมสมโพธิรายงานไว้ว่า
" ตื่นเอิกเกริกโกลาหลทั่วทั้งพระนคร" เพราะได้เห็นนักบวชที่ทรงรูปสิริลักษณะเลิศบุรุษ จะว่าเป็นเทวดา หรือ นาค สุบรรณ (ครุฑ)
คนธรรพ์ ทานพ (อสูรจำพวกหนึ่งในนิยาย) ประการใดก็มิได้รู้ เข้ามาสู่พระนคร เที่ยวโคจรบิณฑบาตประหลาดนัก ต่างก็โจษจันกันทั่วเมือง

เจ้าชายสิทธัตถะ หรือ ขณะนี้คือ พระมหาบุรุษ และต่อมา คือ พระพุทธเจ้า ทรงเกิด ในขัตติยะสกุล คือ สกุลกษัตริย์
ทรง เป็นอุภโตสุชาต คือ ทรงมีพระชาติกำเนิดเป็นกษัตริย์บริสุทธิ์ ทั้งฝ่ายพระบิดา และฝ่ายพระมารดา
ทรงมีผิวพรรณที่ภาษาบาลี เรียกว่า "กาญจนวัณโณ" แปลตามตัวว่า "ผิวทอง"

ความหมายก็คือ ผิวเหลืองขาว ทรงมีพระรูปโฉมสง่างาม ถึงแม้จะทรงปลงพระเกศา และพระมัสสุ
และทรงนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ อย่างนักบวชผู้สละทิ้งความงามทางฆราวาสวิสัยแล้วก็ตาม
แต่พระอาการกิริยา เวลาเสด็จดำเนินก็ยังคงลีลาของกษัตริย์ชัดเจน คือ สง่างามผิดแผกสามัญชน
เพราะเหตุนี้ เมื่อชาวเมืองราชคฤห์ได้เห็น จึงแตกตื่นกัน จนความทราบไปถึงพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระราชาธิบดีแห่งกรุงราชคฤห์
26  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๘ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปเฝ้า on: August 26, 2009, 01:45:36 am


ภาพที่ ๑๘ พระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปเฝ้า ทูลขอปฏิญาณว่า ถ้าตรัสรู้แล้วขอให้มาโปรดก่อน

พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทราบความที่ชาวเมืองต่างโจษจันกันถึงเรื่องนักบวชหนุ่มผู้ทรงความสง่างามผิดจากนักบวชอื่น ๆ เข้ามาในเมือง
จึงทรงสั่งให้เจ้าพนักงานไปสืบความดู หนังสือปฐมสมโพธิเรียบเรียงพระดำรัสสั่งของพระเจ้าพิมพิสาร ตอนนี้ไว้ว่า

" ท่านจงสะกดตามบทจรไปดู ให้รู้ตระหนักแน่ แม้ว่าเป็นเทพยดาก็จะเหาะไปในอากาศ ผิวะเป็นพญานาคก็ชำแรกปฐพีไปเป็นแท้
แม้ว่าเป็นมนุษย์ ก็จะไปนั่งบริโภคภัตตาหารโดยควรประมาณแก่ตนได้ จงไปพิจารณาดู ให้รู้เหตุประจักษ์ "

ฝ่ายพระมหาบุรุษ เมื่อทรงรับอาหารบิณฑบาตพอควรจากชาวเมืองแล้ว ก็เสด็จออกจากเมืองไปที่เงื้อมภูเขานอกเมืองแห่งหนึ่ง
แล้วทรงตั้งสติพิจารณาปรารภที่จะเสวยอาหารที่ทรงได้มาจากการเสด็จบิณฑบาต

อาหารที่ว่านี้เป็นจำพวกที่เรียกว่า "มิสกภัตร" คือ อาหารที่คละระคนปนกันทุกชนิด ทั้งดีและเลว ทั้งน้ำและแห้ง ทั้งคาวและหวาน

พระมหาบุรุษทรงเห็นแล้ว ทรงเกิดพระอาการอย่างหนึ่ง ซึ่งปฐมสมโพธิพรรณนาไว้ว่า
"ปานประหนึ่งลำไส้ใหญ่จะกลับออกทางพระโอษฐ์ เหตุพระองค์เคยเสวยประณีตโภชนาหาร ปานประดุจทิพย์สุธาโภชน์..."
แต่ทรงข่มพระทัยด้วยคุณธรรมของนักบวชเสียได้ จึงเสวยอาหารนั้นอย่างปกติ

พระ เจ้าพิมพิสาร กับพระมหาบุรุษ ทรงเป็น "อทิฏฐสหาย" กัน แปลว่า ทรงเป็นพระสหายที่เคยแต่ได้ยินพระนามกันมาก่อน
แต่ไม่เคยเห็นหน้ากันและกันเลย
เมื่อทรงทราบเรื่องจากเจ้าพนักงาน กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว
พระเจ้าพิมพิสารจึงเสด็จไปเฝ้าพระมหาบุรุษ ทรงทราบว่าเป็นเจ้าชายจากศากยสกุล จึงตรัสเชิญพระมหาบุรุษให้เสด็จอยู่ครองเมืองด้วยกัน
พระมหาบุรุษทรงปฏิเสธและทรงแจ้งถึงความแน่วแน่ในพระทัยที่จะแสวงหาความ ตรัสรู้
     
พระเจ้าพิมพิสาร จึงตรัสขอปฏิญาณว่า ถ้าได้ตรัสรู้แล้ว ขอให้เสด็จมาโปรด พระมหาบุรุษทรงรับปฏิญาณนั้น
27  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๑๙ เสด็จไปศึกษากับอาฬารดาบส on: August 26, 2009, 01:40:02 am


ภาพที่ ๑๙ เสด็จไปศึกษาลัทธิฤาษีชีป่ากับอาฬารดาบส เห็นว่าไม่ใช่ทางตรัสรู้ ก็ทรงหลีกไป

ในสมัยที่กล่าวนี้ แคว้นมคธมีนักบวชที่ตั้งตนเป็นคณาจารย์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงมากคณะด้วยกันแต่ละคณะต่างก็มีศิษย์สาวก และมีคนนับถือมาก
กรุงราชคฤห์ ก็เป็นที่สัญจรจาริกผ่านไปมาของ เจ้าลัทธิต่าง ๆ เพื่อเผยแพร่ลัทธิของตนให้คนเลื่อมใส

คณาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ตอนเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช ซึ่ง อยู่ในแคว้นนี้มีสองคณะด้วยกันคือ
คณะอาฬารดาบสกาลามโคตร และ คณะอุทกดาบสรามบุตร ทั้งสองคณะนี้ตั้งอาศรมสอนศิษย์อยู่ในป่านอกเมือง

พระมหาบุรุษจึงเสด็จไปยังที่นี่ เพื่อทรงศึกษาและทดลองดูว่า จะเป็นทางตรัสรู้หรือไม่ เสด็จไปทรงศึกษาที่สำนักแรกก่อน
ทรงศึกษาจนสิ้นความรู้ของท่านคณาจารย์เจ้าสำนักแล้ว ทรงเห็นว่ายังมิใช่ทางตรัสรู้ จึงเสด็จไปทรงศึกษาในสำนักคณาจารย์ที่สอง
ทรงได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ได้เพียงสมาบัติแปด

" สมาบัติ" หมายถึง ฌาน คือ วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิ มีตั้งแต่อย่างหยาบขึ้นไป จนถึงละเอียดที่สุด ทั้งหมดมีแปดชั้นด้วยกัน
ทรงเห็นว่า จิตใจในระดับนี้ก็ยังอยู่ในชั้นของโลกีย์ ปุถุชนสามารถมีได้ แต่มีแล้วก็ยังเสื่อมได้ ยังไม่ใช่โลกุตระ คือ ทางหลุดพ้น

ท่านคณาจารย์ทั้งสองสำนัก ชวนพระมหาบุรุษให้อยู่ด้วยกัน เพื่อช่วยสั่งสอนศิษย์สาวกต่อไป
ทั้งสองท่านสรรเสริญพระมหาบุรุษว่า ทรงมีความรู้ยอดเยี่ยมเทียมกับตน แต่พระมหาบุรุษทรงปฏิเสธคำเชิญชวนนั้นเสีย
       
เมื่อ ทรงทดลองลัทธิของคณาจารย์ ที่มหาชนยกย่องนับถือว่า มีความรู้สูงสุด
แต่ทรงเห็นว่ามิใช่ทางตรัสรู้ได้ด้วยพระปรีชาญาณของพระองค์แล้ว
พระมหาบุรุษจึงทรงดำริจะทดลองสิ่งที่นักบวช นักพรตจำนวนมากสมัยนั้นนิยมปฏิบัติกัน ว่าจะเป็นทางตรัสรู้หรือไม่
ทางนั้นก็คือ ทุกกรกิริยา ที่หมายถึง การบำเพ็ญเพียรที่เข้มงวด เกินที่วิสัยสามัญมนุษย์จะทำได้
ที่คนทั่วไปเรียกว่า "ทรมานตน" ให้ได้รับความลำบากนั่นเอง
28  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๐ เสด็จถึงอุรุเวลาเสนานิคม on: August 25, 2009, 10:12:08 am


ภาพที่ ๒๐ เสด็จถึงอุรุเวลาเสนานิคมอันสงัดเงียบ ทรงพอพระทัยประทับบำเพ็ญเพียรที่นั่น

พระมหาบุรุษทรงอำลาท่านคณาจารย์ทั้งสองแล้วออกจากที่นั่น
แล้วเสด็จจาริกแสวงหาที่สำหรับทรงบำเพ็ญเพียร เพื่อทดลองทุกกรกิริยาที่คนสมัยนั้นนิยมทำกันดังกล่าว
แล้วเสด็จไปถึงตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตแขวงมคธเหมือนกัน มีนามว่า "อุรุเวลาเสนานิคม"

"อุรุเวลา" แปลว่า กองทราย
"เสนานิคม" แปลว่า ตำบล หมู่บ้าน

พื้นที่ตำบลแห่งนี้เป็นที่ราบรื่น มีแนวป่าเขียวสด เป็นที่น่าเบิกบานใจ มีแม่น้ำเนรัญชรา น้ำไหลใสสะอาด มีท่าสำหรับลงอาบ
มีหมู่บ้านตั้งอยู่โดยรอบ ไม่ใกล้เกินไป และไม่ไกลเกินไป เหมาะสำหรับเป็นที่อาศัยเที่ยวบิณฑบาตของนักบวชบำเพ็ญพรต

อุรุเวลาเสนานิคม ถ้าจะเรียกอย่างไทยเราก็คงจะเรียกได้ว่า หมู่บ้านกองทราย หรือ หมู่บ้านทรายงาม อะไรอย่างนั้น

คัมภีร์อรรถกถาชื่อ "สมันตปสาทิกา" เล่ม ๓ ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ชาวอินเดีย สมัยหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วเป็นผู้แต่ง
ได้เล่าประวัติของกองทรายที่ตำบลนี้ไว้ว่า ในอดีตสมัย ที่นี่เคยเป็นที่บำเพ็ญเพียรของพวกนักพรตจำนวนมาก
นักพรตที่มาตั้งอยู่ที่นี่ ตั้งระเบียบข้อบังคับปกครองกันเองไว้ว่า ความผิดของคนที่แสดงออกทางกายและวาจานั้นพอมองเห็นได้
ส่วนทางใจไม่มีใครมองเห็นเลย ใครจะคิดผิด คิดชั่วอย่างไรก็มองไม่เห็น ลงโทษว่ากล่าวกันก็ไม่ได้
เพราะฉะนั้น ถ้าใครเกิดคิดชั่ว เช่น เกิดอารมณ์ความใคร่ขึ้นมาเมื่อใดล่ะก็ ขอให้ผู้นั้นลงโทษตัวเอง
โดยวิธีนำบาตรไปตักเอาทรายมาเทกองไว้ หนึ่งคนหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งบาตร เป็นการประจานตัวเองให้คนอื่นรู้
ด้วยเหตุนี้ ภูเขากองทราย หรืออุรุเวลา ซึ่งเสมือนหนึ่งอนุสรณ์แห่งกองกิเลสของพระฤาษีเก่าก่อนจึงเกิดขึ้น

สมัยพระพุทธเจ้า บริเวณบ้านแห่งนี้ยังเรียกกันว่า "อุรุเวลาเสนานิคม"
แต่มาสมัยหลัง กระทั่งทุกวันนี้เรียกบริเวณตำบลแห่งนี้ว่า "พุทธคยา" ซึ่งปัจจุบันวัดไทยพุทธคยาก็ตั้งอยู่ที่นั่น
       
พระมหาบุรุษทรงเลือกตำบลนี้เป็นที่บำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่งเป็นบททดลองอีกบทหนึ่งว่าจะเป็นทางตรัสรู้หรือไม่
29  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๑ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา on: August 25, 2009, 10:00:41 am


ภาพที่ ๒๑ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา ปัญจวัคคีย์เฝ้าปฏิบัติ พระอินทร์ดีดพิณถวายข้ออุปมา

ตอนนี้เป็นตอนที่พระมหาบุรุษบำเพ็ญทุกกรกิริยา กลุ่มคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์นั้นคือ
คณะปัญจวัคคีย์ มี ๕ คนด้วยกัน คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
ทั้งหมดตามเสด็จพระมหาบุรุษออกมาเพื่อเฝ้าอุปัฏฐาก ส่วนผู้ที่ถือพิณอยู่บนอากาศนั้นคือ พระอินทร์

คนหัวหน้า คือ โกณฑัญญะ เป็นคนหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ ๘ คน ที่เคยทำนายพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะ
ตอนนั้นยังหนุ่ม แต่ตอนนี้แก่มากแล้ว อีก ๔ คน เป็นลูกของพราหมณ์ที่เหลือ คือในจำนวนพราหมณ์ ๗ คนนั้น

ทุกกรกิริยา เป็นพรตอย่างหนึ่ง ซึ่งนักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน มีตั้งแต่อย่างต่ำธรรมดา
จนถึงขั้นอาการปางตาย ที่เกินวิสัยสามัญมนุษย์จะทำได้อย่างยิ่งยวด ปางตาย คือ กัดฟัน กลั้นลมหายใจเข้าออก และ อดอาหาร

พระมหาบุรุษทรงทดลองดูทุกอย่าง จนบางครั้ง เช่น คราวลดเสวยอาหารน้อยลง ๆ จนถึงอดเสวยเลย แทบสิ้นพระชนม์
พระกายซูบผอม พระโลมา (ขน) รากเน่าหลุดออกมา เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เวลาเสด็จดำเนิน ถึงกับซวนเซล้มลง
ทรงทดลองดูแล้วก็ทรงประจักษ์ความจริง

ความจริงที่ว่านี้ กวีท่านแต่งเป็นปุคลาธิษฐาน คือ พระอินทร์ ถือพิณสามสายมาทรงดีดให้ฟัง สายพิณที่หนึ่ง
ลวดขึงตึงเกินไปเลยขาด สายที่สอง หย่อนเกินไป ดีดไม่ดัง สายที่สาม ไม่หย่อนไม่ตึงนัก ดีดดัง
เพราะพระอินทร์ ดีดพิณสายที่สาม (มัชฌิมาปฏิปทา) ดังออกมาเป็นความว่า
ไม้สดแช่อยู่ในน้ำ ทำอย่างไรก็สีให้เกิดเป็นไฟไม่ได้ ถึงอยู่บนบก แต่ยังสด ก็สีให้เกิดไฟไม่ได้
ส่วนไม้แห้งและอยู่บนบก จึงสีให้เกิดไฟได้
อย่างแรกเหมือนคนยังมีกิเลส และอยู่ครองเรือน
อย่างที่สองเหมือนคนออกบวชแล้ว แต่ใจยังสดด้วยกิเลส
อย่างที่สามเหมือนคนออกบวชแล้วใจเหี่ยวแห้งจากกิเลส
       
พอทรงเห็นหรือได้ยินเช่นนั้น พระมหาบุรุษจึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกกรกิริยา ซึ่ง เป็นความเพียรทางกาย
แล้วเริ่มกลับเสวยอาหารเพื่อบำเพ็ญเพียรทางใจ พวกปัญจวัคคีย์ทราบเข้า ก็เกิดเสื่อมศรัทธา
หาว่าพระมหาบุรุษคลายความเพียร เวียนมาเพื่อกลับเป็นผู้มักมากเสียแล้ว เลยพากันละทิ้งหน้าที่อุปัฏฐากหนีไปอยู่ที่อื่น
30  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๒ นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส on: August 25, 2009, 09:55:19 am


ภาพที่ ๒๒ เช้าวันตรัสรู้ นางสุชาดากับทาสี มาถวายข้าวมธุปายาส โดยสำคัญว่าเป็นเทวดา

นับตั้งแต่พระมหาบุรุษเสด็จออกบวชเป็นต้นมาจนถึงวันที่เห็นอยู่ใน ภาพนี้เป็นเวลาย่างเข้าปีที่ ๖
ตอนนี้พระมหาบุรุษเริ่มเสวยอาหารจนพระกายมีกำลังเป็นปกติแล้ว
และวันนี้เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ก่อนพระพุทธเจ้านิพพาน ๔๕ ปี
สตรีที่กำลังถวายของแด่พระมหาบุรุษ คือ นางสุชาดา เป็นธิดาของคหบดีผู้หนึ่งในหมู่บ้าน ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
ของที่นางถวาย คือ ข้าวมาธุปายาส เป็นข้าวที่หุงด้วยนมโคล้วน เป็นอาหารจำพวกมังสวิรัติ ไม่ปนเนื้อ ไม่เจือปลา
ใช้สำหรับบวงสรวงเทพเจ้าโดยเฉพาะ

ปฐมสมโพธิ เล่าว่า นางสุชาดาเคยบนเทพเจ้าไว้ที่ต้นไทร เพื่อให้ได้สามีผู้มีชาติสกุลเสมอกัน และได้ลูกที่มีบุญ
เมื่อนางได้สมปรารถนาแล้ว จึงหุงข้าวมธุปายาสเพื่อแก้บน
ก่อนถึงวันหุง นางสุชาดาสั่งคนงานให้ไล่ต้อนฝูงโคจำนวนหนึ่งพันตัว เข้าไปเข้าเลี้ยงในป่าชะเอมเครือ กินอิ่มแล้วไล่ต้อนออกมา
แล้วแบ่งแม่โคนมออกเป็นสองฝูง ฝูงละ ๕๐๐ ตัว แล้วรีดเอานมจากแม่โคนมฝูงหนึ่งมาให้แม่โคนมอีกฝูงหนึ่งกิน
แบ่งและคัดแม่โคนมอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนเหลือแม่โคนม ๘ ตัว เสร็จแล้วจึงรีดน้ำนมจากแม่โคนมทั้ง ๘ ตัว มาหุงข้าวมธุปายาส
หุงเสร็จแล้ว นาง สุชาดาสั่งให้นางทาสีหญิงรับใช้ไปทำความสะอาดปัดกวาดบริเวณต้นไทร

นางทาสีไปแล้วกลับมารายงานให้นางสุชาดาทราบว่า เวลานี้รุกขเทพเจ้าที่จะรับเครื่องสังเวยได้สำแดงกายให้ปรากฎ
นั่งรออยู่ที่โคนต้นไทรแล้ว นางสุชาดาดีใจเป็นกำลัง จึงยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูนหัวเดินมาที่ต้นไทรพร้อมกับนางทาสี
ก็ได้เห็นจริงอย่างนางทาสีเล่า นางจึงน้อมถาดข้าวมธุปายาสไปถวาย พระมหาบุรุษทรงรับแล้วทอดพระเนตรดูนาง
นางทราบพระอาการกิริยาว่า พระมหาบุรุษไม่มีบาตรหรือภาชนะอย่างอื่นรับอาหาร นางจึงกล่าวคำถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดนั้น
ถวายเสร็จแล้วก็ไหว้ แล้วเดินกลับบ้านด้วยความยินดี และด้วยความสำคัญหมายว่า พระมหาบุรุษนั้นเป็นรุกขเทพเจ้า
31  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๓ พระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์ on: August 25, 2009, 09:50:36 am


ภาพที่ ๒๓ ทรงลอยถาด ถาดจมลงไปกระทบกับถาดเดิม ๓ ใบ พญานาคก็รู้ว่า พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้

เมื่อนางสุชาดากลับไปบ้านแล้ว พระมหาบุรุษเสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงถือถาดทองข้าวมธุปายาส
เสด็จไปยังริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จลงสรงน้ำ แล้วเสด็จขึ้นมาประทับนั่งริมฝั่ง
ทรงปั้นข้าวมธุปายาสออกเป็นปั้น รวมได้ ๔๙ ปั้น แล้วเสวยจนหมด ปฐมสมโพธิว่า
" เป็นอาหารที่คุ้มไปได้ ๗ วัน ๗ หน " เสร็จแล้วทรงลอยถาดและทรงอธิษฐานว่าถ้าจะได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า
ขอให้ถาดจงลอยทวนกระแสน้ำ เมื่อทรงปล่อยพระหัตถ์ ถาดนั้นก็ล่องลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปไกลถึง ๘๐ ศอก
ไปจนถึงวังน้ำวนแห่งหนึ่ง ถาดนั้นจึงจมดิ่งหายลงไปจนถึงพิภพของกาฬนาคราช
กระทบกับถาดสามใบของพระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์เสียงดังกริ๊ก

พระพุทธเจ้าในอดีตสามพระองค์นั้น คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมน์ และ พระกัสสปะ พระมหาบุรุษกำลังจะเป็น องค์ที่ ๔

กาฬนาคราช หลับมาตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าในอดีต จะตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงถาด
พอได้ยินก็รู้ได้ว่า พระพุทธเจ้าองค์ใหม่เกิดในโลกแล้ว คราวนี้ก็เหมือนกัน เมื่อ ได้ยินเสียงถาดของพระมหาบุรุษ
ก็งัวเงียแล้วงึมงัมว่า "เมื่อวานนี้พระชินสีห์ (หมายถึง พระกัสสปพุทธเจ้า) อุบัติในโลกพระองค์หนึ่ง แล้วซ้ำบังเกิดอีกพระองค์หนึ่งเล่า "
ลุกขึ้นมาไหว้พระพุทธเจ้าเกิดใหม่ แล้วก็หลับต่อไปอีก

ความที่กล่าวมาถึงตอนพระมหาบุรุษทรงลอยถาด แล้าถาดลอยทวนกระแสน้ำจนถึงกาฬนาคราชใต้บาดาลได้ยินเสียงตกลงมานั้น
ท่านพรรณนาเป็นปุคคลาธิษฐาน ถ้าถอดความเป็นธรรมาธิษฐาน ก็ได้ความอย่างนี้ คือ
ถาดนั้น คือ พระศาสนาของพระพุทธเจ้า แม่น้ำคือโลก หรือ คนในโลก
คำสั่งสอนหรือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า พาคนไหลทวนกระแสโลก ไปสู่กระแสนิพพาน คือ ความพ้นทุกข์ที่ไม่มีเกิด แก่ เจ็บ และตาย
พญานาคใต้บาดาลผู้หลับใหล คือ สัตว์โลกที่หนาแน่นด้วยกิเลส
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอุบัติบังเกิดขึ้นมาในโลกก็รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า รู้แล้วก็หลับใหลไปด้วยอำนาจแห่งกิเลสต่อไปอีก
32  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๔ โสตถิยะพราหมณ์ถวายหญ้าคา on: August 25, 2009, 09:45:26 am


ภาพที่ ๒๔ เสด็จกลับจากลอยถาด ทรงรับหญ้าคา ซึ่งโสตถิยะพราหมณ์ถวายในระหว่างทาง

เสร็จจากทรงลอยถาดอธิษฐานแล้ว เวลาสายขึ้น แดดเริ่มจัด พระมหาบุรุษจึงเสด็จจากชายฝั่งแม่น้ำเนรัญชราเข้าไปยังดังไม้สาละ
ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำแห่งนี้ ประทับอยู่ที่นี่ตลอดเวลากลางวัน เวลาบ่ายเกือบเย็นจึงเสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์

พระศรีมหาโพธิ์เป็นต้นไม้ประเภทต้นโพธิ์ที่เราเห็นอยู่ในเมืองไทย ในป่าก็มี แต่ส่วนมากมีตามวัด
ก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่ได้เรียกว่าต้นพระศรีมหาโพธิ์ แต่เรียกโดยชื่อตามภาษาพื้นเมือง ๒ อย่าง
อย่างหนึ่งเป็นภาษาชาวบ้าน เรียกว่า "ต้นปีบปัน" อีกอย่างหนึ่งเป็นภาษาหนังสือเรียกว่า "ต้นอัสสัตถะ" หรือ "อัสสัตถพฤกษ์"
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว จึงเรียกว่า "โพธิ์" แปลว่า ต้นไม้เป็นที่อาศัยตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
ต่อมาเพิ่มคำนำหน้าขึ้นอีกเป็น มหาโพธิ์บ้าง พระศรีมหาโพธิ์บ้าง และว่าเป็นต้นไม้สหชาติของพระพุทธเจ้า คือ
เกิดพร้อมกันในวันที่พระพุทธเจ้าสมัยที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะประสูติ ดังได้เคยเล่าไว้แล้ว

ระหว่างทางเสด็จไปยังโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระมหาบุรุษได้สวนทางกับชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ ชื่อ โสตถิยะ
พราหมณ์โสตถิยะเดินถือกำหญ้าคามา ๘ กำ ได้ถวายหญ้าคาทั้ง ๘ กำ แก่พระมหาบุรุษ
พระมหาบุรุษทรงรับ แล้วทรงนำไปปูเป็นอาสนะสำหรับประทับนั่งที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์

พระมหาบุรุษประทับนั่งขัดสมาธิ พระบาทขวาวางทับพระบาทซ้าย และ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย
ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ผินพระปฤษฏางค์ คือ หลัง ไปทางลำต้นพระศรีมหาโพธิ์ แล้วทรงตั้งพระทัยเป็นสัจจะแน่วแน่ว่า
       
"ถ้าเรายังไม่ได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตราบใด เราจักไม่ยอมลุกขึ้นตราบนั้น
แม้ว่าเนื้อและเลือด จะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที "

33  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๕ พระยามารกรีฑาพลมาขับไล่ on: August 25, 2009, 09:40:57 am


ภาพที่ ๒๕ ทรงลาดหญ้าประทับเป็นโพธิบัลลังก์ ตกเย็นพระยามารก็กรีฑาพลมาขับไล่

เหตุการณ์ที่เกิดกับพระมหาบุรุษตอนนี้เรียกว่า "มารผจญ" ซึ่งเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือนหก ก่อนตรัสรู้ไม่กี่ชั่วโมง
พระอาทิตย์กำลังอัสดงลงลับทิวไม้ สัตว์สี่เท้าที่กำลังจะใช้งาทิ่มแทงพระมหาบุรุษนั้นมีชื่อว่า
"นาราคีรีเมล์" เป็นช้างทรงของพระยาวัสสวดีมาร ซึ่งเป็นจอมทัพ
สตรีที่กำลังบีบมวยผมนั้น คือ นางพระธรณี มีชื่อจริงว่า " สุนธรีวนิดา"

พระยามารตนนี้เคยผจญพระมหาบุรุษมาครั้งหนึ่งแล้ว คือ เมื่อคราวเสด็จออกจากเมือง
แต่คราวนี้เป็นการผจญชิงชัยกับพระมหาบุรุษยิ่งใหญ่กว่าทุกคราว กำลังพลที่พระยามารยกมาครั้งนี้มืดฟ้ามัวดิน
มาทั้งบนบก มาทั้งบนเวหา และใต้บาดาล ขนาดเทพเจ้าที่มาเฝ้ารักษาพระมหาบุรุษ ต่างเผ่นหนีกลับวิมานกันหมด เพราะเกรงกลัวมาร

ปฐมสมโพธิพรรณนาพลมารตอนนี้ไว้ว่า " ....บางจำพวกก็หน้าแดงกายเขียว บางจำพวกก็หน้าเขียวกายแดง
ลางเหล่าจำแลงกายขาวหน้าเหลือง..บางหมู่กายลายพร้อยหน้าดำ...ลางพวกกายท่อน ล่างเป็นนาค กายท่อนต่ำหลากเป็นมนุษย์ "

ส่วนตัวพระยามารเนรมิตพาหา คือ แขนซ้ายและขวาข้างละหนึ่งพันแขน แต่ละแขนถืออาวุธต่าง ๆ
เช่น ดาบ หอก ธนู ศร โตมร (หอกซัด) จักรสังข์ อังกุส (ของ้าวเหล็ก) คทา ก้อนศิลา
หลาว เหล็ก ครกเหล็ก ขวานถาก ขวานผ่า ตรีศูล(หลาวสามง่าม) ฯลฯ

เหตุที่พระยามารมาผจญพระมหาบุรุษทุกครั้ง เพราะพระยามารมีนิสัยไม่อยากเห็นใครดีเกินหน้าตน
เมื่อพระมหาบุรุษจะทรงพยายามเพื่อเป็นคนดีที่สุดในโลก จึงขัดขวางไว้ แต่ก็พ่ายแพ้พระมหาบุรุษทุกครั้ง
ครั้งนี้เมื่อเริ่มยกแรกก็แพ้ แพ้แล้วก็ใช้เล่ห์ คือ กล่าวตู่พระมหาบุรุษว่า มายึดเอาโพธิบัลลังก์ คือตรงที่พระมหาบุรุษประทับนั่ง
ซึ่งพระยามารตู่เป็นที่ของตน พระยามารอ้างพยานบุคคลคือพวกพ้องของตน ฝ่ายพระมหาบุรุษทรงมองหาใครเป็นพยานไม่ได้
เทพเจ้าเล่าก็เปิดหนีกันหมด จึงทรงเหยียดพระหัตถ์ขวาออกจากชายจีวร แล้วทรงชี้พระดัชนีลงยังพื้นพระธรณี
พระนางธรณีจึงผุดขึ้นตอนนี้เพื่อเป็นพยาน
       
ความที่บรรยายมาทั้งหมดนี้เป็นปุคคลาธิษฐาน จะถอดความให้เห็นเป็นธรรมาธิษฐานในคำบรรยายที่ ๒๖
34  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๖ พระยามารพ่ายแพ้แก่พระบารมี on: August 25, 2009, 09:34:28 am


ภาพที่ ๒๖ แม่พระธรณีบิดพระเกศา เกิดเป็นสมุทรธารา พระยามารก็พ่ายแพ้แก่พระบารมี

สถานที่ที่พระมหาบุรุษประทับนั่งเพื่อทรงบำเพ็ญเพียรทางใจ แสวงหาทางตรัสรู้
ซึ่งอยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น เรียกว่า "โพธิบังลังก์ " พระยามารกล่าวตู่ว่าเป็นสมบัติของตน
ส่วนพระมหาบุรุษทรงกล่าวแก้ว่า บังเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญบารมีที่พระองค์ทรงบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน
แล้วทรงอ้างพระนางธรณีเป็นพยานปฐมสมโพธิว่า "พระธรณีก็มิอาจดำรงกายอยู่ได้... ก็อุบัติบันดาลเป็นรูปนารี ผุดขึ้นจากพื้นปฐพี..."

แล้วกล่าวเป็นพยานพระมหาบุรุษ พร้อมกับบีบน้ำออกจากมวยผม น้ำนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ทักษิโณทก" อันได้แก่
น้ำที่พระมหาบุรุษทรงกรวดทุกครั้งที่ทรงบำเพ็ญบุญบารมีแต่ชาติปางก่อน เป็นลำดับมา
ซึ่งแม่พระธรณีเก็บไว้ที่มวยผม เมื่อนางบีบก็หลั่งไหลออกมา

ปฐมสมโพธิว่า "เป็นท่อธารมหามหรรณพ นองท่วมไปในประเทศทั้งปวง ประดุจห้วงมหาสาครสมุทร...
หมู่มารเสนาทั้งหลายมิอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยไปตามกระแสน้ำ ปลาสนาการไปสิ้น
ส่วนคีรีเมขลชินทร ที่นั่งทรงองค์พระยาวัสสวัสดี ก็มีบาทาอันพลาด มิอาจตั้งกายตรงอยู่ได้
ก็ลอยตามชลธารไปตราบเท่าถึงมหาสาคร... พระยามารก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด "

ทีนี้จะถอดความเป็นธรรมาธิษฐาน กล่าวคือ มารนั้นคือกิเลสในใจคน เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสติปัญญา ที่เป็นเครื่องรับรู้บาปบุญคุณโทษ
กิเลสยินดีในการทำชั่วของคน เห็นใครทำดีจึงขัดขวาง พระมหาบุรุษก่อนได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น ในพระทัยยังมีกิเลสอยู่
แต่เป็นกิเลสที่กำลังจะหลุดจากขั้วพระทัย กิเลสนี้คือความห่วงใย คิดถึงความหลัง คิดถึงความสุขในราชสมบัติและบ้านเมือง
แต่ก็ทรงชนะกิเลสนี้ได้ด้วยบารมีที่ทรงบำเพ็ญมา
       
บารมีนั้นคือความดี พระมหาบุรุษท่านทรงรำพึงว่า ชีวิต ดวงหทัย นัยน์เนตร ที่ท่านทรงบริจาคให้เป็นกุศลผลทานมาก่อนนั้น
ถ้าจะเก็บรวมไว้ ก็จะมากกว่าผลาผลไม้ในป่า มากกว่าดวงดาราในท้องฟ้า
ความดีที่ทำไว้นั้นไม่หนีไปไหน ถึงใครไม่เห็น ฟ้าดินก็เห็น ดินคือแม่พระธรณี
35  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๗ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า on: August 25, 2009, 09:29:27 am


ภาพที่ ๒๗ พอรุ่งอรุณก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เทวดาฝ่ายฟ้อนร่อนรำถวายเป็นพุทธบูชา

เมื่อพระมหาบุรุษทรงชนะมารแล้วนั้น พระอาทิตย์กำลังจะอัสดง ราตรีเริ่มย่างเข้ามา
พระมหาบุรุษยังคงประทับนั่งไม่หวั่นไหวที่โพธิบัลลังก์ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัยด้วยวิธีที่เรียกว่า "เข้าฌาน" แล้วทรงบรรลุญาณ

" ฌาน" คือ วิธีทำจิตให้เป็นสมาธิ คือ ให้จิตแน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่อย่างปุถุชนธรรมดา
ส่วน "ญาณ" คือปัญญาความรู้แจ้ง

เปรียบให้เห็นง่ายเข้าก็คือ แสงเทียนที่นิ่งไม่มีลมพัด คือ "ฌาน"
แสงสว่างอันเกิดจากแสงเทียนเท่ากับปัญญา คือ "ญาณ"

พระมหาบุรุษทรงบรรลุญาณที่หนึ่งในตอนปฐมยาม (ประมาณ ๓ ทุ่ม) ญาณที่หนึ่งเรียกว่า "บุพเพนิวาสานุสติญาณ"
หมายถึง ความรู้แจ้งถึงอดีตชาติหนหลังทั้งของตนและของคนอื่น

พอถึงมัชฌิมยาม (ประมาณเที่ยงคืน) ทรงบรรลุญาณที่สอง เรียกว่า "จุตูปปาตญาณ" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความจุติ
คือ ดับและเกิดของสัตว์โลก ตลอดถึงความแตกต่างกันที่เรียกว่า "กรรม"

พอถึงปัจฉิมยาม (หลังเที่ยงคืนล่วงไปแล้ว) ทรง บรรลุญาณที่สาม คือ "อาสวักขยญาณ" หมายถึง ความรู้แจ้งถึงความสิ้นไปของกิเลส
และอริยสัจ ๔ ความทุกข์ เหตุเกิดของความทุกข์ ความดับทุกข์ และวิธีดับทุกข์

การได้บรรลุญาณทั้งสามของพระมหาบุรุษนั้น เรียกว่า ตรัสรู้ความเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖
หลังจากนี้ พระนามว่า สิทธัตถะก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี ที่เกิดใหม่ตอนก่อนตรัสรู้ว่า พระมหาบุรุษก็ดี ได้กลายเป็นพระนามในอดีตหนหลัง
เพราะตั้งแต่นี้ต่อไป ทรงมีพระนามใหม่ว่า "อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า " แปลว่า พระผู้ตรัสรู้ธรรมเครื่องหลุดพ้นจากกิเลสโดยชอบด้วยพระองค์เอง

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง กวีจึงแต่งความเป็นปุคคลาธิษฐานเฉลิมพระเกียรติพระพุทธเจ้าว่า
นำสัตว์ มนุษย์นิกร และทวยเทพในหมื่นโลกธาตุ หายทุกข์ หายโศก สิ้นวิปโยคจากผองภัย
สัตว์ทั้งหลายต่างมีเมตตาจิตต่อกันทุกถ้วนหน้า เว้นจากเวรานุเวร อาฆาตมาดร้ายแก่กัน
ทวยเทพต่างบรรเลงดนตรีสวรรค์ ร่ายรำ ขับร้อง แซ่ซร้องถวายเป็นพุทธบูชา และกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณทั่วหน้า
36  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๘ เผชิญสามธิดามาร on: August 25, 2009, 09:21:07 am


ภาพที่ ๒๘ เสด็จประทับโคนต้นไทร สามธิดามาร มาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงยินดี

ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุข อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลา ๗ วัน
คำว่า "เสวยวิมุติสุข" เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว
เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสคือ พักผ่อนภายหลังจากตรากตรำงานมานั่นเอง

หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอัชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์
ต้นนิโครธ คือ ต้นไทร
ส่วนคำนำหน้า "อชปาล" แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ

ตามตำนานบอกว่า ที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน
คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาของต้นไทรเป็นที่เลี้ยงแพะเสมอมา

ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภายหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วหลายร้อยปี
ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาวพระยามารซึ่งเคยยกทิพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อย
แต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยามารผู้บิดา เพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้
ลูกสาวพระยามารมี ๓ คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี

ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่าง ๆ เช่น เปลื้องภูษาอาภรณ์ทรงออก
แปลงร่างเป็นสาวแรกรุ่นบ้าง เป็น สาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่าง ๆ บ้าง
แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้ว ไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติแม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง

เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้า ก็เป็นเรื่องปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า
ทั้งสามธิดาพระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้าย หรือความเกลียดชัง
ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกมาเป็นตัณหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคา หรือ ราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด
ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ ความริษยา
       
ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น
ก็หมายถึงว่า พระพุทธเจ้าทรงอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวแล้วโดยสิ้นเชิงนั่นเอง
37  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๒๙ พญานาคมาปกพระกายกำบังฝน on: August 25, 2009, 09:14:13 am


ภาพที่ ๒๙ ย้ายไปประทับโคนไม้จิก ฝนตกพรำ พญานาคมาขดขนดปกพระกายกำบังฝน

ระหว่างที่พระพุทธเจ้ายังไม่ตัดสินพระทัยว่าจะทรงแสดงธรรมโปรดใคร เพื่อประกาศพระศาสนา
นับตั้งแต่ตรัสรู้เป็นต้นมานี้ ได้เสด็จแปรสถานที่ประทับแห่งละ ๗ วัน ที่เห็นอยู่ตามภาพนี้เป็นสัปดาห์ที่สาม

และสถานที่ประทับก็เป็นแห่งที่สาม คือ ใต้ต้นมุจลินท์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์

มุจลินท์ เป็นต้นไม้ที่เกิดอยู่ในที่ทั่วไปในประเทศอินเดีย มีชื่อปรากฎอยู่ในวรรณคดี ทั้งประเภทชาดก และอย่างอื่นมากหลาย
ในเวสสันดรชาดกก็กล่าวถึงสระมุจลินท์ที่พระเวสสันดรไปประทับอยู่เมื่อคราว เสด็จไปอยู่ป่า

ไทยเราแปลต้นมุจลินท์ว่า "ต้นจิก" เข้าใจว่าจะใช่ เพราะดูลักษณะที่เกิดคล้ายกัน
คือ ชอบเกิดตามที่ชุ่มชื้น เช่น ตามห้วย หนอง คลอง บึง เป็นไม้เนื้อเหนียว ดอกระย้า มีทั้งสีขาวและสีแดง ใบประมาณเท่าใบชมพู่สาแหรก
ใบอ่อนรสฝาด ใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกอร่อย รสเหมือนใบอ่อนของชมพู่สาแหรก ปกติใบดกหนา เป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาดี

 เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับอยู่ที่นี่ ฝนเจือลมหนาวตกพรำตลอดเจ็ดวันไม่ขาดสาย
ท่านผู้รจนาปฐมสมโพธิได้แต่งเล่าเรื่องไว้ว่า พญานาค ชื่อ มุจลินท์ ขึ้นจากสระน้ำที่อยู่ในบริเวณแห่งเดียวกันนี้
เข้าไปวงขนดหาง ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานปกพระพุทธเจ้า เพื่อป้องกันลมฝนมิให้พัดและสาดกระเซ็นมาต้อง พระวรกาย
ครั้นฝนหาย ฟ้าสาง พญานาคจึงคลายขนดออก แล้วจำแลงแปลงเป็นเพศมาณพ ยืนเฝ้าพระพุทธเจ้าทางเบื้องพระพักตร์

พระพุทธรูปปางนาคปรกที่พุทธศาสนิกชนสร้างขึ้น ก็เป็นนิมิตหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดกัพระพุทธเจ้าในปางหรือตอนนี้
เป็นพระพุทธรูปที่เชื่อถือกันว่าศักดิ์สิทธ์ทางเมตตา เพราะเป็นรูปหรือภาพที่สอนคนโดยทางอ้อม ให้เห็นอานิสงส์หรือผลดีของเมตตา
เพราะแม้แต่พญางูใหญ่ในสระน้ำก็ยังขึ้นจากสระเข้าไปถวายความอารักขาแก่พระพุทธเจ้า ทั้งนี้ด้วยพลานุภาพแห่งพระมหากรุณาของพระพุทธองค์

38  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๐ พุทธศาสนิกชนคู่แรก on: August 25, 2009, 04:09:36 am


ภาพที่ ๓๐ ขณะประทับโคนไม้เกด ท้าวโลกบาลถวายบาตร เทวดาบอกสองพาณิชให้ไปเฝ้า

เสด็จประทับอยู่ภายใต้ต้นจิก หรือ มุจลินท์ตลอด ๗ วันแล้ว
พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับอยู่ใต้ต้นไม้ที่ภาษาบาลีเรียกว่า "ราชายตนะ" อยู่ถัดไปทางทิศใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์

ราชายตนะ แปลกันว่า ไม้เกด เป็นไม้ที่อยู่ในตระกูลพิกุล
ผู้บรรยายเคยเห็นที่ชานพระทักษิณด้านนอกขององค์พระปฐมเจดีย์ "นครปฐม" ที่ทางราชการนำมาปลูกไว้
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นใหญ่แล้ว จำได้ว่าใบเหมือนใบประดู่

ตอนพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ มีพ่อค้านายกองเกวียนสองคนเข้ามาเฝ้า และนำของมาถวาย
คนหนึ่งชื่อ "ตปุสสะ" อีกคนหนึ่งชื่อ " ภัลลิกะ" เดินทางด้วยขบวนเกวียนหลายร้อยเล่ม (ปฐมสมโพธิว่า ๕๐๐ เล่ม) มาจากอุกกสชนบท
ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นไม้เกด ก็ให้นึกเลื่อมใส จึงนำข้าวสัตตุก้อน และสัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงอาหารสำหรับเดินทางเข้าไปถวาย

ข้าวสัตตุนี้ ไทยเราเรียกข้าวตู พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานอธิบายว่า "ข้าวตากคั่วแล้วตำเป็นผงเคล้ากับน้ำตาลและมะพร้าว"

พระพุทธเจ้าทรงรับอาหารจากนายกองเกวียนสองคนนั้นด้วยบาตรศิลาที่ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ นำมาถวาย
เสวยเสร็จแล้ว นายกองเกวียนทั้งสองคนเกิดความเลื่อมใสได้แสดงตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมเป็นสรณะ

กล่าวอย่างสั้น ๆ ก็ว่า ทั้งสองประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน ทั้งสองจึงนับได้ว่าเป็นอุบาสกหรือพุทธศาสนิกชนคู่แรกก่อนใครในโลก
นับแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นต้นมา ที่ทั้งสองประกาศตนนับถือพระรัตนะทั้งสองดังกล่าวแล้วนั้น
เพราะตอนที่กล่าวนี้ สังฆรัตนะ คือ พระสงฆ์ยังไม่เกิดมี ด้วยพระพุทธเจ้ายังมิได้ตรัสเทศนาโปรดใครเลย
         
ปฐมสมโพธิเล่าว่า เมื่อสองนายกองเกวียนประกาศตนเป็นอุบาสกแล้ว ก่อนที่จะถวายบังคมกราบทูลลาพระพุทธเจ้าไป
ได้กราบทูลขอสิ่งของเป็นที่ระลึกจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงยกพระหัตถ์ขวาลูบเบื้องพระเศียรและว่า
"ลำดับนั้นพระเกศาธาตุ (ผม) ทั้ง ๘ เส้น มีสีดุจแก้วอินทนิล และปีกแมลงภู่ ก็หล่นลงประดิษฐานในฝ่าพระหัตถ์ "         
แล้วทรงประทานเส้นพระเกศาทั้งแปดแก่นายกองเกวียน เพื่อนำไปบูชาเป็นที่ระลึก ทั้งสองเมื่อได้รับต่างโสมนัสยิ่งนัก
แล้วถวายอภิวาทกราบทูลลาพระพุทธเจ้าไป

39  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๑ สองพาณิชถวายอาหาร on: August 25, 2009, 04:05:06 am


ภาพที่ ๓๑ สองพาณิชถวายข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง แล้วทูลปฏิญาณตนเป็นอุบาสกคู่แรกในโลก

ภาพที่เห็นอยู่นี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับพระพุทธเจ้าในสถานที่และในสัปดาห์เดียวกัน กับที่บรรยายไว้แล้วในภาพที่ ๓๐
สถานที่ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ คือ ต้นราชายตนะ หรือ ต้นเกด ส่วนสัปดาห์ที่ประทับอยู่ที่นี่นับตั้งแต่ตรัสรู้เป็นต้นมา นับเป็นสัปดาห์ที่ ๔

สัปดาห์ที่ ๑ ประทับภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
สัปดาห์ที่ ๒ ที่ใต้ต้นไทรที่เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะ ที่เรียกว่า "อชปาลนิโครธ"
สัปดาห์ที่ ๓ ที่ใต้ต้นมุจลินท์ หรือ ต้นจิก และที่ ๔ คือที่กำลังเห็นอยู่นั้น

ในภาพที่เห็นคือ คนหนึ่งในจำนวนนายพาณิช หรือนายกองเกวียน สองพี่น้องกำลังยกข้าวสัตตุก้อน และ สัตตุผงถวายพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงรับด้วยบาตรศิลา ที่ท้าวจตุมหาราช หรือท้าวจตุโลกบาลก็เรียก นำมาถวาย ดังได้บรรยายไว้แล้ว

ท้าวจตุมหาราช เป็นเทพเจ้าผู้ใหญ่ ผู้ทำหน้าที่รักษาโลก ประจำอยู่ในทิศทั้ง ๔ คือ
ท้าวธตรฐ เป็นหัวหน้าฝ่ายคนธรรพ์ อยู่ทางทิศตะวันออก
ท้าววิรุฬหก เป็นหัวหน้าฝ่ายเทวดา อยู่ทางทิศใต้
ท้าววิรูปักษ์ เป็นหัวหน้าฝ่ายนาค อยู่ทางทิศตะวันตก
ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวัณ เป็นหัวหน้าฝ่ายยักษ์ อยู่ทางทิศเหนือ

เทพเจ้าทั้งสี่ นำบาตรองค์ละหนึ่งใบ รวมเป็น ๔ ใบ มาถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรับ แล้วทรงอธิษฐานให้เป็นใบเดียวกัน
แล้วรับอาหารจากสองนายกองเกวียนพี่น้อง

ปฐมสมโพธิเล่าว่า บาตรใบแรกของพระพุทธเจ้าที่ ฆฏิการพรหม นำมาถวายพร้อมทั้งจีวรเมื่อคราวเสด็จออกทรงผนวช
และเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานั้น เกิดหายไปในตอนจะรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา คือ ตอนก่อนตรัสรู้ได้หนึ่งวัน

เมื่อสองพี่น้องนายกองเกวียนนำอาหารเสบียงมาถวายพระพุทธเจ้า เกิดไม่มีบาตรจะรับอาหาร
เทพเจ้าทั้งสี่ จึงนำบาตรมาถวายดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้เป็นธรรมเนียมของพระศาสดาชั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ไม่รับของถวายจำพวกอาหารด้วยพระหัตถ์
แต่จะรับด้วยภาชนะ คือ บาตร เท่านั้น


40  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๒ ท้อพระทัยในอันโปรดสัตว์ on: August 25, 2009, 03:57:58 am


ภาพที่ ๓๒ กลับมาประทับโคนต้นไทร ท้อพระทัยในอันโปรดสัตว์ สหัมบดีพรหมต้องทูลวิงวอน

ประทับอยู่ภายใต้ต้นราชายตนะ หรือไม้เกดครบ ๗ วันแล้ว
พระพุทธเจ้าเสด็จแปรสถานที่ประทับกลับไปประทับอยู่ภายใต้ต้นอชปาลนิโครธหรือต้นไทร
ซึ่งเคยเสด็จไปประทับหนหนึ่งมาแล้ว ครั้งนี้นับเป็นสัปดาห์ที่ ๕

ระหว่างที่ประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาถึงธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้มา
ทรงเห็นว่าเป็นธรรมที่มีความหมายสุขุมละเอียด ก็ทรงบังเกิดความท้อพระทัยว่า จะมีใครสักกี่คนที่จะฟังธรรมของพระองค์รู้เรื่อง
พระทัยหนึ่งจึงเกิดความมักน้อยว่า จะไม่แสดงธรรมเพื่อโปรดใครเลย

ท่านผู้รจนาคัมภีร์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าได้แต่งเรื่องสาธกยกให้เห็นเป็นปุคคลาธิษฐาน ประกอบเข้าในตอนนี้ว่า
พระดำริของพระพุทธเจ้านี้ได้ทราบไปถึงท้าวสหัมบดีพรหมในเทวโลก ท้าวสหัมบดีพรหมจึงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
ถึงกับทรงเปล่งศัพท์สำเนียงอันดังถึง ๓ ครั้งว่า "โลกจะฉิบหายในครั้งนี้"

ปฐมสมโพธิว่า
"เสียงนั้นก็ดังแผ่ไปทั่วหมื่นโลกธาตุ ท้าวสหัมบดีพรหมจึงพร้อมด้วยเทวาคณานิกร ลงมากราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรม"

ตอนท้าวสหัมบดีพรหมลงมากราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรมโปรดชาวโลกนี้
กวีท่านแต่งเป็นอินทรวงศ์ฉันท์ภาษาบาลีไว้ว่า

" พรัหมา จะ โลกาธิปติ สะหัมปะติ  กัตอัญชลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา เทเสตุ ธัมมัง อนุกัมปิมัง ปะชัง "


แปลว่า "ท้าวสหัมบดีพรหม ประณมกรกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐว่า
สัตว์ในโลกนี้ ที่มีกิเลสบางเบาพอที่จะฟังธรรมเข้าใจนั้นมีอยู่ ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรม ช่วยเหลือชาวโลกเทอญ "
ต่อมาภาษาบาลีที่แปลเป็นฉันท์บทนี้ ได้กลายเป็นคำสำหรับอาราธนาพระสงฆ์ในเมืองไทยให้แสดงธรรมมาจนทุกวันนี้

41  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๓ ดอกบัว ๔ เหล่า on: August 25, 2009, 03:52:23 am


ภาพที่ ๓๓ ทรงคำนึงถึงอุปนิสัยเวไนยสัตว์ เปรียบด้วยดอกบัว ๔ เหล่า จึงรับอาราธนา

ท้าวสหัมบดีพรหมที่เสด็จมากราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้ทรงแสดงธรรมประกาศพระศาสนาโปรดชาวโลก
ดังที่ได้บรรยายไว้ในภาพที่ ๓๒ นั้น เป็นเรื่องที่กวีแต่งเป็นปุคคลาธิษฐาน คือ แต่งเป็นนิยายมีบุคคลเป็นตัวแสดงในเรื่อง
ถ้าถอดความเป็นธรรมาธิษฐาน หรืออธิบายกันตรง ๆ ก็คือ สหัมบดีพรหมนั้น ได้แก่ พระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ถึงพระพุทธเจ้าจะทรงท้อพระทัยว่าจะไม่แสดงธรรม แต่อีกพระทัยหนึ่งซึ่งมีอำนาจเหนือกว่า คือ พระมหากรุณา
และพระมหากรุณานี่เองที่เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตัดสินพระทัยว่าจะทรงแสดงธรรม
หลังจากตัดสินพระทัยแล้ว จึงทรงพิจารณาดูอัธยาศัยของคนในโลก
แล้วทรงเห็นความแตกต่างแห่งระดับสติปัญญาของคนถึง ๔ ระดับ หรือ ๔ จำพวก

จำพวกที่ ๑ ฉลาดมาก เพียงแต่ได้ฟังหัวข้อธรรมที่ยกขึ้นก็เข้าใจทันที
จำพวกที่ ๒ ฉลาดพอควร ต่อเมื่อฟังคำอธิบายอีกชั้นหนึ่งจึงจะเข้าใจ
จำพวกที่ ๓ ฉลาดปานกลาง ที่เรียกว่า เวไนยสัตว์ ต้องใช้เวลาอบรมบ่มสติปัญญาพอควร จึงจะเข้าใจ
จำพวกที่ ๔ เรียกว่า "ปทปรมะ" ตรงกับภาษาไทยว่า "โง่ทึบ" ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า " Idiot " เป็นคนที่ใครโปรดไม่ได้
เรียกอีกสำนวนหนึ่งว่า ผู้ที่พระพุทธเจ้าทรงทอดทิ้ง
           
จำพวกที่หนึ่ง เหมือนดอกบัวเปี่ยมน้ำ พอได้รับแสงอาทิตย์ก็เบิกบาน
ที่สอง เหมือนดอกบัวใต้น้ำ ที่จะโผล่พ้นน้ำ
ที่สาม เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำลึกลงไปหน่อย ซึ่งจะแก่กล้าขึ้นมาบานในวันต่อ ๆ ไป
และที่สี่ เหมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำลึกลงไปมาก ถึงขนาดไม่อาจขึ้นมาบานได้เพราะตกเป็นเหยื่อของปลา และเต่าเสียก่อน

ระดับแตกต่างแห่งสติปัญญาของคนในโลกที่พระพุทธเจ้าทรงเห็นดังกล่าวนี้
คือ สิ่งที่ภาษาจิตวิทยาทุกวันนี้ เรียกว่า " ไอ.คิว." ของคนนั่นเอง

ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาถึงบุคคลที่พระองค์จะเสด็จไปโปรด
ทรงมองเห็นภาพของดาบสทั้งสอง ที่พระองค์เคยเสด็จไปทรงศึกษาอยู่ด้วย แต่ทั้งสองท่านนั้นก็สิ้นชีพเสียแล้ว
ทรงเห็นปัญจวัคคีย์ว่ายังมีชีวิตอยู่ จึงทรงตั้งพระทัยเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์เป็นอันดับแรก

42  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๔ พบอุปกาชีวกในระหว่างทาง on: August 25, 2009, 03:45:48 am


ภาพที่ ๓๔ เสด็จพระพุทธดำเนินไปโปรดเบญจวัคคีย์ พบอุปกาชีวกในระหว่างทาง

ในสัปดาห์ที่ ๖ ถึงที่ ๘ เป็นระยะเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จแปรสถานที่ประทับไปมา
ที่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิ์ กับต้นอชปาลนิโครธ หรือต้นไทร จนถึงวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ในสัปดาห์ที่ ๘ นับแต่ตรัสรู้มา
พระพุทธเจ้าจึงเสด็จออกจากบริเวณสถานที่ตรัสรู้ เพื่อเสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่า "สารนาถ" ซึ่งอยู่ในเขตแดนเมืองพาราณสี
เวลาที่กล่าวนี้พวกปัญจวัคคีย์ที่เคยตามเสด็จออกบวชและอยู่เฝ้าอุปัฏฐาก ได้พากันผละหนีพระพุทธเจ้ามาอยู่ที่นี่

ระหว่างทาง คือ เมื่อเสด็จถึงแม่น้ำคยา อันเป็นที่สุดเขตตำบลของสถานตรัสรู้
พระพุทธเจ้าได้ทรงพบอาชีวกผู้หนึ่งนามว่า "อุปกะ" เดินสวนทางมา อาชีวก คือนักบวชนอกศาสนาพุทธนิกายหนึ่งในสมัยพระพุทธเจ้า

ตอนที่เดินยังไม่เข้าใกล้และได้เห็นพระพุทธเจ้านั้น
อาชีวกผู้นี้ได้เห็นพระรัศมีที่แผ่ซ่านออกจากพระวรกายพระพุทธเจ้ามากระทบที่หน้าตนก่อน
พระรัศมีนั้น สมัยนั้นเรียกว่า "ฉัพพรรณรังสี" คือ พระรัศมี ๖ ประการ ที่ซ่านออกมาจากพระวรกายพระพุทธเจ้า ได้แก่
๑. นีละ สีเขียวเหมือนดอกอัญชัน
๒. ปิตะ สีเหลืองเหมือนหรดาลทอง
๓. โลหิตะ สีแดงเหมือนแสงตะวันอ่อน
๔. โอทาตะ สีขาวเหมือนแผ่นเงิน
๕. มัญเชฐะ สีแสดเหมือนดอกหงอนไก่
๖. ประภัสสระ สีเลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

มาถึงสมัยสร้างพระพุทธรูป ฉัพพรรณรังสีนี้เรียกว่า "ประภามณฑล"
คือ พระรัศมีที่พุ่งขึ้นจากเบื้องพระเศียรที่เป็นรูปกลมรีขึ้นข้างบนนั่นเอง

พอพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาใกล้ อาชีวกได้เห็นที่มาของพระรัศมี พอเห็นก็เกิดความสนใจจึงเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
ใครเป็นพระศาสดาของพระพุทธเจ้า พอพระพุทธเจ้าตรัสว่า พระองค์ไม่มีศาสดาผู้เป็นครูสอน
พระพุทธองค์เป็นสยัมภู คือ ผู้ตรัสรู้ธรรมด้วยพระองค์เอง
อาชีวกได้ฟังแล้วแสดงอาการสองอย่างคือ สั่นศีรษะและแลบลิ้น แล้วเดินหลีกพระพุทธเจ้าไป

43  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๕ ถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน on: August 25, 2009, 03:39:05 am


ภาพที่ ๓๕ ถึงป่าอิสิปตนะ เบญจวัคคีย์เห็นแต่ไกล นัดกันว่าจะไม่ต้อนรับ แต่แล้วก็กลับใจ

พระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันในเย็นวันเดียวกันนั้น ที่ว่านี้ว่าตามวันเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือปฐมสมโพธิ
ขณะนั้นพวกปัญจวัคคีย์ ซึ่งมีโกณทัญญะเป็นหัวหน้ากำลังสนทนากันอยู่
เรื่องที่สนทนาก็เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าโดยตรงว่า นับตั้งแต่ผละหนีจากพระพุทธเจ้ามาก็นานแล้ว
ป่านนี้จะประทับอยู่ที่ไหน จะทรงระลึกถึงพวกตนอยู่หรือหาไม่

ทันใด ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ คือ โกณทัญญะ วัปปะ มหานามะ อัสสชิ และ มหานามะ ก็เห็นพระฉัพพรรณรังสี สว่างรุ่งเรืองมาแต่ไกล
เมื่อเหลียวแลตามลำแสงพระรัศมี ก็เห็นพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จดำเนินมา

ทั้ง ๕ จึงนัดหมายกันว่าจะไม่รับเสด็จพระพุทธเจ้า และจะไม่ถวายความเคารพ คือจะไม่ลุกขึ้นออกไปรับบาตรและจีวร
จะปูแต่อาสนะถวายให้ประทับนั่ง จะไม่ถวายบังคม แต่ต่างจะนั่งอยู่เฉย ๆ ทำเป็นไม่รู้ ไม่สนใจว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมา

แต่ครั้นพอพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงจริง เบญจวัคคีย์ทั้งหมดต่างลืมนัดหมายกันเสียสิ้น
เพราะต่างก็ลุกขึ้นรับเสด็จ ถวายบังคม และรับบาตรและจีวรด้วยความเคารพอย่างแต่ก่อนเคยทำมา
ผิดแต่ว่าเวลาทั้ง ๕ กราบทูลพระพุทธเจ้านั้น ได้ใช้ถ้อยคำที่พวกตนไม่เคยใช้มาก่อนเท่านั้น
         
เบญจวัคคีย์ใช้โวหารเรียกพระพุทธเจ้าว่า "อาวุโส โคดม"
คำท้าย คือ โคดม หมายถึงชื่อตระกูลของพระพุทธเจ้า ส่วน อาวุโส เป็นคำเดียวกับที่คนไทยเรานำมาใช้ในภาษาไทย
ผิดแต่หมายต่างกันในทางตรงกันข้าม ภาษาไทยใช้และหมายถึงผู้สูงอายุและคุณวุฒิ
แต่ภาษาบาลีใช้เรียกบุคคลผู้อ่อนทั้งวัยและวุฒิ คือเป็นคำที่ผู้ใหญ่ใช้เรียกผู้น้อย
"อาวุโส" จึงเท่ากับคำว่า "คุณ" ในภาษาไทย

พระพุทธเจ้าตรัสเตือนปัญจวัคคีย์ว่า เคยใช้โวหารนี้กับพระองค์มาก่อนหรือไม่ เมื่อปัญจวัคคีย์ได้สติ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าเรื่องให้ฟังว่า พระองค์ได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ที่เสด็จมาที่นี่ก็เพื่อจะมาแสดงธรรมโปรดนั้นเอง 

44  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๖ ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร on: August 25, 2009, 03:34:07 am


ภาพที่ ๓๖ สำแดงปฐมเทศนา ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร โปรดเบญจวัคคีย์ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม

วันที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม "ปฐมเทศนา" ดังที่เห็นอยู่ในภาพนั้น คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘
เป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากเสด็จมาถึงและพบปัญจวัคคีย์ คือ วันอาสาฬหบูชา นั่นเอง

ผู้ฟังธรรม มี ๕ คน ที่เรียกว่า " ปัญจวัคคีย์ " หรือ "เบญจวัคคีย์"
เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ทรงปฏิเสธสิ่งที่คนคือนักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน คือ
เรื่องการทรมานตนให้ลำบาก และการปล่อยชีวิตไปตามความใคร่
ทรงปฏิเสธว่าทั้งสองทางนั้น พระองค์ทรงเคยผ่านและทดลองมาแล้ว ไม่ใช่ทางตรัสรู้เลย แล้วทรงแนะนำทางสายกลางที่เรียกกันว่า
"มัชฌิมาปฏิปทา" คือ ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตามมรรค ๘ ที่กล่าวโดยย่อ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา

เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว พระสาวกรุ่นทำสังคายนา ตั้งชื่อเรื่องเทศน์กัณฑ์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ครั้งแรกนี้ว่า
"ธัมมจักรกัปปวัตนสูตร" หรือ เรียกโดยย่อว่า "ธรรมจักร" โดยเปรียบเทียบการแสดงธรรม ของพระพุทธเจ้าครั้งนี้ว่า
เหมือนจักรพรรดิทรงขับจักรหรือรถศึกแผ่พระบรมเดชานุภาพ ต่างแต่จักรหรือรถศึกของพระพุทธเจ้าเป็นธรรม หรือ ธรรมจักร

พอแสดงธรรมกัณฑ์นี้จบลง โกณทัญญะ ผู้หัวหน้าปัญจวัคคีย์ ได้เกิดดวงตาเห็นธรรม คือ ได้ บรรลุเป็นพระโสดาบัน
พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานพระทัย เมื่อเห็นโกณทัญญะได้ฟังธรรมแล้วสำเร็จมรรคผล
ที่แม้จะเป็นขั้นต่ำว่า "อัญญาสิ วตโก โกณทัญโญ ฯลฯ"  แปลว่า "โอ ! โกณทัญญะได้รู้แล้ว ได้สำเร็จแล้ว "
ตั้งแต่นั้นมา ท่านโกณทัญญะจึงมีคำนำหน้าชื่อเพิ่มขึ้นว่า "อัญญาโกณทัญญะ "
       
โกณทัญญะ ฟังธรรมจบแล้ว ได้ทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ พระพุทธเจ้าจึงทรงประทานอนุญาตให้ท่านบวช
ด้วยพระดำรัสรับรองเพียงว่า " มาเป็นพระด้วยกันเถิด"
ส่วนอีก ๔ ที่เหลือนอกนั้น ต่อมาได้สำเร็จ และได้บวชเช่นเดียวกับพระโกณทัญญะ

45  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๗ ยสกุลบุตร หน่ายสมบัติ on: August 25, 2009, 03:28:22 am


ภาพที่ ๓๗ ยสกุลบุตร หน่ายสมบัติ เดินไปสู่ป่าอิสิปตนะ พบพระพุทธองค์ ทรงแสดงธรรมโปรด

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอริยสาวกทั้ง ๕ เสด็จจำพรรษาอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือ สถานที่ทรงแสดงธรรม
ซึ่งนับเป็นพรรษาที่หนึ่ง ตอนนี้ยังไม่เสด็จไปโปรดใครที่ไหนอีก เพราะย่างเข้าหน้าฝน แต่มีกุลบุตรผู้หนึ่งนามว่า "ยส" มาเฝ้า

ยสกุลบุตรเป็นลูกชายเศรษฐีในเมืองพาราณสี บิดามารดาสร้างปราสาทเปลี่ยนฤดูให้อยู่ ๓ หลัง
แต่ละหลังมีนางบำเรอเฝ้าปรนนิบัติจำนวนมาก เที่ยงคืนวันหนึ่ง ยสกุลบุตรตื่นขึ้นมา เห็นนางบำเรอนอนสลบไสลด้วยอาการที่น่าเกลียด
(ท้องเรื่องเหมือนตอนก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชา) ก็เกิดนิพพิทา คือ ความเบื่อหน่าย

ยสกุลบุตร จึงแอบหนีจากบ้านคนเดียวยามดึกสงัด เดินมุ่งหน้าไปทางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
พลางบ่นไปตลอดทางว่า "อุปัททูตัง วต อุปสัคคัง "

" วต" แปลให้ตรงภาษาไทยว่า "เฮ่อ ! วุ่นวายจริง ! เฮ่อ ! อึดอัดขัดข้องจริง !" หมายถึง ความร้อนรุ่มกลุ้มใจ

ขณะนั้นมีเสียงดังตอบออกมาจากชายป่าว่า "โน อุปัททูตัง โน อุปสัคคัง"
(ที่นี่ไม่มีความวุ่นวาย ที่นี่ไม่มีความอึดอัดขัดข้อง) เป็นพระดำรัสของพระพุทธเจ้านั่นเอง

ตอนที่กล่าวนี้ เป็นเวลาจวนย่ำรุ่งแล้ว พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จจงกรมอยู่
จงกรมคือการเดินกลับไปกลับมา เป็นการบริหารร่างกายให้หายเมื่อยขบและบรรเทาความง่วง เป็นต้น

พระพุทธเจ้าตรัสบอกยสกุลบุตรว่า "เชิญเข้ามาที่นี่แล้วนั่งลงเถิด เราจะแสดงธรรมให้ฟัง"

ยสกุลบุตร จึงเข้าไปกราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้าแล้วนั่งลง พระพุทธเจ้าตรัสพระธรรมเทศนาให้ฟัง

ฟังจบแล้วยสกุลบุตรได้บรรลุสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงทูลขอบวชเป็นพระภิกษุกับพระพุทธเจ้า

ยสกุลบุตรบวชแล้วไม่นาน ได้มีสหายรุ่นราวคราวเดียวกับท่านอีก ๕๔ คน รู้ข่าวก็ออกบวชตาม
ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรม แล้วได้สำเร็จอรหันต์เช่นเดียวกับพระยสกุลบุตร
ตกลงภายในพรรษาที่หนึ่งของพระพุทธเจ้า ได้มีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลกทั้งหมด ๖๑ องค์ด้วยกัน


[/size]
46  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๘ เสด็จไปหาชฎิล on: August 25, 2009, 03:23:57 am


ภาพที่ ๓๘ เสด็จไปหาชฎิล อุรุเวลกัสสป ขอพักในโรงไฟชฎิลบอกว่ามีนาคร้าย ก็ไม่ทรงฟัง

ออกพรรษาแล้ว ล่วงมาจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ พระพุทธเจ้าได้ทรงประชุมพระสาวก ๖๐ รูป ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
พระสาวกเหล่านี้ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น วัตถุประสงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงจัดประชุมพระสาวกดังกล่าวนี้
ก็เพื่อจัดส่งพระสาวกออกไปประกาศพระศาสนาตามเมืองต่าง ๆ ในการประชุมนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระพุทธดำรัสปราศรัยว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เราหลุดพ้นจากบ่วงเครื่องผูกมัดทั้งปวงแล้ว แม้พวกท่านทุกรูปก็เหมือนกัน
ขอพวกท่านจงจาริกไปประกาศพระศาสนาในชนบทต่าง ๆ เพื่อยังประโยชน์และความสุขให้เกิดแก่คนเป็นอันมาก
จงแยกกันไปแห่งละรูป จงแสดงธรรมชั้นเบื้องต้น ชั้นกลาง และชั้นสูงอันบริสุทธิ์ที่เราได้ประกาศไว้แล้ว
ภิกษุทั้งหลาย คนในโลกนี้ที่มีกิเลสบางเบา แต่มีสติปัญญาที่พอจะฟังธรรมรู้เรื่องนั้นมีอยู่ แต่เพราะเหตุที่คนเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม
จึงเสื่อมจากคุณความดีที่พึงได้รับ พวกท่านไปกันเถิด แม้เราก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อประกาศพระศาสนา "

รุ่งขึ้นวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พระสาวก ๖๐ รูป จึงต่างแยกย้ายกันออกไปประกาศพระศาสนา ตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า
ส่วนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมายังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประทับตรัสรู้
แล้วพระพุทธเจ้าเสด็จโดยลำพังพระองค์ ไปยังสำนักของนักบวชใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ชฎิลสามพี่น้อง"

ชฎิลผู้พี่ชายใหญ่ชื่อ "อุรุเวลกัสสป" มีสาวกบริวาร ๕๐๐ คน ตั้งอาศรมบำเพ็ญพรต บูชาไฟอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราตอนเหนือ
น้องชายคนกลางชื่อ "นทีกัสสป" มีบริวาร ๓๐๐ และน้องชายคนเล็กชื่อ "คยากัสสป" มีบริวาร ๒๐๐ ตั้งอาศรมอยู่คนละแห่ง ที่คุ้งน้ำทางใต้ถัดลงมา
           
พระพุทธเจ้าเสด็จไปยังสำนักของผู้พี่ชายใหญ่ก่อน ทรงพบหัวหน้าชฎิล แล้วตรัสขอที่พัก
หัวหน้าชฎิลบอกพระพุทธเจ้าว่ามีอยู่แห่งเดียวคือ โรงบูชาไฟ แต่ในที่นั้นมีพญานาคใหญ่อาศัย พิษร้ายกาจนัก

47  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๓๙ ทรงทรมานนาคราชร้าย on: August 25, 2009, 03:19:39 am


ภาพที่ ๓๙ ทรงทรมานนาคราชร้าย ขดกายพญานาคใส่บาตร ให้ชฎิลดู ชฎิลก็ยังไม่เลื่อมใส


ชฎิลสามพี่น้องโดยเฉพาะอุรุเวลกัสสป ผู้พี่ชายใหญ่ เป็นหัวหน้านักบวชที่ชาวเมืองราชคฤห์ นับถือมาก
ท่านผู้นี้ประกาศตนเป็นผู้วิเศษ เป็นพระอรหันต์ บำเพ็ญพรตบูชาไฟ

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงและตรัสขอพักอาศัยในโรงไฟซึ่งพวกชฎิลถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
และเป็นอันตรายแก่ผู้จะไปอยู่อาศัยภายในโรงไฟเพราะมีพญานาคหรือพญางูใหญ่ มีพิษร้ายกายอาศัยอยู่ในนั้น

ชฎิลนึกในใจว่า พระพุทธเจ้าทรงอวดดีที่ไม่กลัวอันตราย

ตามท้องเรื่องในปฐมสมโพธิกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับในโรงไฟ
พญานาคก็มีจิตขึ้งเคียดทุกขโทมนัส คือ โกรธมาก จึงพ่นพิษใส่พระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าเตโชกสิณสมาบัติ (หมายถึงการเข้าฌานชนิดหนึ่งซึ่งบันดาลให้เกิดเปลวไฟขึ้นจากกายได้)
พิษของพญานาคและเปลวไฟเพลิงจากเตโชกสิณของพระพุทธเจ้า
ได้บังเกิดขึ้นเป็นแสงแดงสว่าง ดุจเผาผลาญโรงเพลิงนั้นให้เป็นภัสมธุลี (แหลกละเอียด)

พวกชฎิลได้เห็นแสงเพลิงนั้นก็ปริวิตกว่า พระสมณะรูปนี้ (หมายถึงพระพุทธเจ้า) เห็นทีจะวอดวายด้วยพิษพญานาคคราวนี้เป็นแน่
         
ปฐมสมโพธิว่า "ครั้นล่วงสมัยราตรีรุ่งเช้า พระสัพพญญูเจ้าก็ยังเดชแห่งพญานาค ให้อันตรธานหาย
บันดาลให้นาคนั้นขดกายลงในบาตร แล้วทรงสำแดงแก่อุรุเวลกัสสป ตรัสบอกว่า นาคนี้สิ้นฤทธิ์ด้วยเดชแห่งตถาคต...."
48  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๔๐ ทรงแสดงธรรมโปรดชฎิล on: August 24, 2009, 11:55:31 am


ภาพที่ ๔๐ วันหนึ่งฝนตกหนัก น้ำท่วม แต่ไม่ท่วมที่ประทับ ชฎิลเห็นอัศจรรย์ จึงทูลขอบรรพชา

การที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดชฎิลสามพี่น้องดังได้บรรยายไว้แล้ว
ก็เพราะนักบวชสามพี่น้องนี้ เป็นคณาจารย์ใหญ่ที่คนเคารพนับถือมากในสมัยนั้น
การให้นักบวชที่มีอิทธิพลทางความนับถือมาก ได้หันมานับถือพระองค์นั้น เป็นนโยบายสำคัญของพระพุทธเจ้าในการประกาศพระพุทธศาสนา
ซึ่งเป็นศาสนาที่เพิ่งเกิดใหม่ เพราะถ้าปราบนักบวชที่มีอิทธิพลมากลงได้เสียแล้ว การประกาศพระศาสนาของพระองค์ก็ง่ายขึ้น และจะได้ผลรวดเร็ว

พระพุทธเจ้าจึงเสด็จมาสำนักของชฎิลสามพี่น้อง ซึ่งตั้งตนว่าเป็นพระอรหันต์
และพระองค์ได้ทรงทรมานคือการแสดงหรือพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกชฎิลไม่ใช่พระอรหันต์ อย่างที่อ้าง
คุณธรรมใดๆที่พวกชฎิลถือว่าพวกตนมีและว่าวิเศษพระพุทธเจ้าก็ทรง แสดง ให้เห็นว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่

ที่ถือว่าพญางูใหญ่มีพิษร้ายกาจ พระองค์ก็จับมาขดลงในบาตรเสีย เมื่อเกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ พวกชฎิลเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าจมน้ำตายเสียแล้ว
ต่างลงเรือพายมาดู ก็เห็นพระพุทธเจ้าเดินจงกรมอยู่ภายใต้ท้องน้ำ

ปฐมสมโพธิว่า พระพุทธเจ้าทรงใช้เวลากลับใจพวกชฎิลอยู่ถึงสองเดือนจึงสำเร็จ
โดยชฎิลผู้หัวหน้าคณาจารย์ใหญ่ คือ อุรุเวลกัสสป เกิดความสงเวชสลดใจว่า ตนมิใช่พระอรหันต์อย่างที่เคยหลงเข้าใจผิด
ทั้งนี้ด้วยพุทธานุภาพที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ประจักษ์เห็นได้

หัวหน้าชฎิลจึงลอยเครื่องบริขารและเครื่องบูชาไฟทิ้งลงในแม่น้ำเนรัญชรา แล้วกราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้าขอบวชยอมเป็นพระสาวก
ฝ่ายน้องชายอีกสองคนที่ตั้งอาศรมอยู่คุ้งน้ำทางใต้ลงไป เห็นบริขารพี่ชายลอยมาก็จำได้ นึกว่าอันตรายเกิดแก่พี่ชายตนก็พากันมาดู
         
ทั้งสองได้ทราบเรื่องโดยตลอดก็ยอมตนเป็นพระสาวกทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมโปรดชฎิลจนทั้งหมดสำเร็จเป็นพระอรหันต์
พระพุทธเจ้าเลยมีนักบวชเป็นพระสาวกเพิ่มขึ้นใหม่อีก ๑,๐๐๐ รูป
49  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๔๑ พระอุรุเวลกัสสปเป็นพุทธสาวก on: August 24, 2009, 11:48:26 am


ภาพที่ ๔๑ พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวก ต่อหน้าพระเจ้าพิมพิสาร ณ สวนตาลหนุ่ม

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงปราบนักบวชสามสำนักพี่น้องให้สิ้นพยศ คือ หมดทิฐิมานะ
ที่ว่าตนเป็นพระอรหันต์ลงราบคาบ จนยอมเป็นพระสาวกแล้ว ก็ทรงดำเนินนโยบายในการประกาศพระศาสนาขั้นต่อไป
คือ เสด็จเข้าเมืองราชคฤห์ ราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธและแคว้นอังคะในสมัยนั้น มีผู้คนมาก
มีพระราชาผู้เป็นใหญ่ คือ พระเจ้าพิมพิสาร ปกครอง พระราชาพระองค์นี้ เคยทรงพบพระพุทธเจ้าครั้งหนี่งเมื่อตอนก่อนตรัสรู้ ดังได้เคยบรรยายไว้แล้ว

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก ที่แต่ก่อนเป็นพวกชฎิลครองหนังเสือ แต่มาบัดนี้ เป็นพระภิกษุครองจีวร จำนวนหนึ่งพันรูป
เสด็จไปถึงอุทยานนอกเมืองที่เรียกว่า "ลัฏฐิวัน" หรือ "สวนตาลหนุ่ม" แล้วเสด็จพักที่นี่

พวกชาวเมืองแตกตื่นมากเมื่อรู้ข่าวว่า มีคณะนักบวชศาสนาใหม่ โดยมีพระสมณโคดมพระพุทธเจ้าเข้ามาถึงชานเมือง
จึงออกไปเฝ้ากันล้นหลาม แม้พระเจ้าพิมพิสารก็เสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย ชาวเมืองที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้ามีอาการกิริยาแตกต่างกัน
บ้างไหว้ บ้างนั่งเฉย บ้างแนะนำตนเองว่าอยู่ในวรรณะและตระกูลอะไร แต่มีเป็นจำนวนมากที่สงสัย ไม่อาจทราบได้ว่า
ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอุรุเวลกัสสป ผู้เป็นหัวหน้าชฎิลที่เคยมีชื่อเสียง ใครเป็นศาสดา และใครเป็นสาวก ต่างสงสัยกันหนักหนา

เพื่อตัดข้อสงสัยนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามอุรุเวลกัสสป ถึงเหตุผลที่ละทิ้งลัทธิเดิมที่เคยปฏิบัติอยู่
ท่านได้กราบทูลดัง ๆ ต่อหน้าฝูงชนว่า ไร้สาระ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นกราบแทบพระบาทพระพุทธเจ้า
แสดงให้ชาวเมืองเห็นว่า ใครเป็นพระศาสดา ชาวเมืองเห็นแล้วต่างทึ่งและอัศจรรย์ใจมาก
         
เมื่อชาวเมืองสงบแล้ว พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรม เมื่อจบลง ชาวเมืองจำนวนมาก ประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน อีกจำนวนหนึ่ง
รวมทั้งพระเจ้าพิมพิสารด้วย ได้สำเร็จโสดาบัน
50  ห้องธรรมะศึกษา / ภาพพุทธประวัติ / ภาพที่ ๔๒ พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายวัด on: August 24, 2009, 11:43:09 am


ภาพที่ ๔๒ พระเจ้าพิมพิสารเลื่อมใส ทรงหลั่งน้ำถวายวัดเวฬุวันเป็นที่ปฐมสังฆาราม

 เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นโกศล ได้ทรงฟังธรรมพระพุทธองค์จบลงแล้ว
และได้ทรงบรรลุโสดาแล้ว ก็เสด็จลุกขึ้นอภิวาทแทบพระบาทพระพุทธเจ้า
ทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกหนึ่งพันรูปเสด็จไปเสวยที่พระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น
พระพุทธเจ้าทรงรับคำทูลอาราธนานั้นด้วยพระอาการดุษณี นั่นเป็นธรรมเนียมการรับนิมนต์ของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สมัยนั้น

ถ้า ดุษณี คือ นิ่ง แปลว่า รับได้ ถ้ารับไม่ได้ เช่น มีคนทูลอาราธนาว่า ขอให้เสด็จไปรับบาตรที่บ้านของตนแห่งเดียวตลอดพรรษานี้
พระพุทธเจ้าจะตรัสว่า "คนโนโลกนี้ใคร ๆ ก็อยากทำบุญกับเราทั้งนั้น จะผูกขาดไม่ได้หรอก" อย่างนี้ แปลว่า รับนิมนต์ไม่ได้ หรือไม่รับ

รุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าเสด็จจากสวนตาลหนุ่ม เข้าไปในพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร
เจ้าพนักงานที่ได้ตระเตรียมอาหารบิณฑบาตรไว้พร้อมแล้ว พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงถวายอาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก
เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยแล้ว และพระสงฆ์ทั้งนั้นก็ฉันอิ่มกันทั่วแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจึงเสด็จเข้าไปใกล้พระพุทธเจ้า
ประทับนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วทรงมีพระราชดำรัสทูลพระพุทธเจ้าว่า
ที่สวนตาลหนุ่มเป็นสถานที่อยู่ห่างไกลเมืองและทุรกันดารมาก ไม่สะดวกแก่การไปมา

แล้วมีพระราชดำรัสว่า พระราชอุทยานสวนไม้ไผ่ หรือ เวฬุวันของพระองค์ตั้งอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก ไปมาสะดวก
กลางวันไม่พลุกพล่านด้วยผู้คน กลางคืนสงบสงัด สมควรเป็นที่ประทับอยู่ของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับด้วยอาการดุษณี พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงหลั่งน้ำจากพระเต้าลงบนพระหัตถ์พระพุทธเจ้า
ถวาย เวฬุวันวนาราม ให้เป็นวัดพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก
         
ปฐมสมโพธิว่า "กาลเมื่อพระสัพพัญญูทรงรับพระเวฬุวันเป็นอาราม ครั้งนั้นถือว่า
มหาปฐพีดลก็วิกลกัมปนาท ดุจรู้ประสาทสาธุการว่า มูลที่ตั้งพระพุทธศาสนา หยั่งลงในพื้นพสุธา กาลบัดนี้"
Pages: [1] 2 3
Powered by EzPortal
Bookmark this site! | Upgrade This Forum
Free SMF Hosting - Create your own Forum

Powered by SMF | SMF © 2013, Simple Machines